แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ค้นหาตัวเอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ค้นหาตัวเอง แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

รีวิวหนังสือ ไม่ต้องชอบขี้หน้า ก็ทำงานด้วยกันได้

หนังสือ        ไม่ต้องชอบขี้หน้า ก็ทำงานด้วยกันได้
ผู้เขียน         ฮิโรมิ ยามาซากิ (Hiromi Yamasaki)
ผู้แปล          สกล โสภิตอาชาศักดิ์
สำนักพิมพ์  Move Publishing



หนังสือเล่มนี้พูดถึงเรื่องอะไร



  • ปัญหาและวิธีการสื่อสารในที่ทำงาน

  • รูปแบบพฤติกรรมการสื่อสารของตนเอง และความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้ขณะสื่อสาร

หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร



  • ทุกคนที่ต้องทำงานและสื่อสารกับคนอื่นๆ

  • ผู้ที่มีปัญหาการสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน

  • ผู้ที่อยากทบทวนถึงวิธีการสื่อสารของเราต่อผู้อื่น

  • มีแบบฝึกหัดบางส่วนในเล่ม ที่เหมาะกับผู้ที่อยากค้นพบจุดแข็งและจุดอ่อนให้มากขึ้น

ความรู้สึกส่วนตัวต่อหนังสือ



  • เป็นหนังสือที่ดีเล่มหนึ่ง ที่พูดถึงปัญหาที่เชื่อว่าหลายๆคนได้พบเจอในที่ทำงานคือ ปัญหาเรื่องการสื่อสาร และอาจจะเจอคนที่เรารู้สึกว่าไม่ถูกโชคชะตากัน

  • หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีแต่ทฤษฎีเท่านั้น แต่มีแบบฝึกหัดที่ทำให้รู้จักตนเอง มีบทสัมภาษณ์บุคคลที่นำหลักการจากหนังสือเล่มนี้ไปใช้

  • หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีแต่ตัวอักษรล้วนๆ มีตาราง การ์ตูน แผนภาพ และสรุปท้ายบทแบบสั้นๆ ประกอบตลอดหนังสือเล่มนี้ ชวนดึงดูด น่าสนใจ

  • เหมาะสำหรับอ่านเพื่อพัฒนาตัวเองดีครับ เรื่องที่รู้สึกแตะต้องใจหลังอ่านจบคือเรื่องความโกรธ เพราะไม่ค่อยมีหนังสือเล่มไหนที่เขียนเรื่องความโกรธไว้มากนัก (จากประสบการณ์เท่าที่อ่านเจอ :p)



ข้อความที่ผมชอบบางส่วนหรืออยากแบ่งปัน


** ผมดึงมาบางส่วนให้ทุกคนได้อ่านกันครับ อาจมีปรับคำพูดหรือใส่เนื้อหาเพิ่มเติมลงไปบ้าง

บทที่ 1 ทุกคนมีรูปแบบพฤติกรรมต่างกัน



  • แต่ละคนมีรูปแบบพฤติกรรมต่างกันเช่น หากแบ่งคนตามความคิดแบบกว้างๆ อาจแบ่งคนได้เป็น 2 กลุ่ม คือ คนที่มีความคิดแบบวางอนาคต และ ความคิดแบบอยู่กับปัจจุบัน

  • ไม่มีรูปแบบความคิดไหนถูกหรือผิด อันไหนดีกว่าอันไหน การที่เรารู้รูปแบบต่างๆจะทำให้เราเข้าใจถึงเบื้องหลังของการแสดงออกถึงพฤติกรรมหนึ่งๆได้

บทที่ 2 ความสบายใจทำให้มนุษย์ก้าวไปข้างหน้า



  • ทุกคนมีพรสวรรค์ เราต้องบอกให้คนที่อยู่รอบตัวเรารู้และยอมรับสิ่งนั้น

  • สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์ คือการที่มีคนรับรู้ว่าเรามีตัวตนอยู่ และยอมรับในตัวตนของเรา

  • การยอมรับในตัวตนของอีกฝ่าย เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์

  • สิ่งแรกในการยอมรับตัวตนของอีกฝ่าย คือการบอกให้อีกฝ่ายได้รับรู้ว่า เราเป็นกำลังใจให้เสมอ เช่นคำพูดที่ทำให้อีกฝ่ายสัมผัสได้ว่าเราเป็นห่วงเขาด้วยใจจริง

  • สิ่งสำคัญสำหรับหัวหน้าที่ดี คือการดูการทำงานระหว่างทาง (Process) และบอกให้เจ้าตัวรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงและการเติบโตของตนเอง แม้อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับผลลัพธ์ของผลงานโดยตรงก็ตาม

  • ผู้นำที่ดีจะต้องหา “อะไรบางอย่าง” (ความสามารถที่ซ่อนอยู่) ของลูกน้องให้เจอ และทำให้มันเปล่งแสงออกมาให้ได้

  • เทคนิคการขอบคุณคือ >> “ขอบคุณ” + ทำอะไร + เกิดคุณค่าอะไร” เช่น “ขอบคุณที่เตรียมเอกสารให้นะ เข้าใจง่ายมากเลย การนำเสนอเป็นไปได้สวย”

บทที่ 3 รู้จักใช้จุดแข็งเพิ่มพลังของทีมเวิร์ค



  • คำว่า “คนดี คนไม่ดี” ที่เรามักจะพูดกันบ่อยๆ จริงๆแล้วหมายถึง “คนที่เรา(รู้สึก)โอเคและคนที่เรา(รู้สึก)ไม่โอเค” เท่านั้นเอง

  • ในการทำงานเป็นทีม เราควรบอกข้อดีและประโยชน์ของการที่มีคนนั้นๆกับสมาชิกในทีมเรา (การชมคนหนึ่งผ่านอีกคน จะยิ่งได้ผลมากขึ้น)

  • จุดแข็ง หมายถึงสิ่งที่เราทำได้ตามปกติตามรูปแบบที่เรามี

  • เวลาเรานึกถึงจุดแข็ง เราอาจจะนึกไม่ออก ให้ถามคนอื่น หรือเมื่อเวลาคนอื่นชมเรา ให้เจาะลงรายละเอียด เช่น “ที่ชมเราเมื่อกี้ ยกตัวอย่างหน่อย ว่าชอบตรงไหนบ้าง”

  • สิ่งที่เราคิดว่าเป็นจุดอ่อน อาจเป็นจุดแข็งก็ได้

  • การที่คนมีนิสัยที่ต่างกัน คอยเสริมจุดอ่อนให้กันและกัน ยอมรับจุดแข็งของกันและกัน และมีเป้าหมายเดียวกัน จะทำให้งานสำเร็จยิ่งขึ้นทวีคูณ

  • จุดอ่อน เป็นสิ่งที่เราชอบมอง บางครั้งเราชอบมองส่วนที่ไม่สมบูรณ์ มากกว่าส่วนอื่นที่มันสมบูรณ์

  • เราไม่ควรไปสนใจ “ส่วนที่ขาด” แค่ยอมรับว่าเรามี “ส่วนที่ขาด” ก็พอ และเรานำเอาจุดอ่อนของเรามาเปิดเผยในทีมการทำงาน เพื่อพึ่งพา ให้ผู้อื่นช่วยเหลือในส่วนนั้นได้


บทที่ 4  โอกาสเปิดกว้างขึ้นได้ด้วยการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น



  • เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับความสัมพันธ์กับคนรอบตัว หลายๆครั้งเกิดจากการที่เรา “คิดเองเออเอง” เราสร้างระยะห่างเอง ดังนั้นอย่ามโนด่วนสรุปไปเอง

  • หากมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ อย่าคิดเองเออเอง ให้ถามตัวเองว่า “นี่มันคือความจริง หรือเราคิดด้านลบไปเอง” และสามารถถามเจ้าตัวตรงๆได้

  • อย่าคิดไปก่อนว่าเขาจะปฏิเสธเรา เพราะคนที่ให้คำตอบคือคนอีกฝ่ายหนึ่ง อย่าคิดเอง

  • ใช้กฎ “Yes and” เวลาที่เราที่ไม่เห็นด้วยกับอีกฝ่าย เขาจะฟังมากขึ้น >> “ใช่” + รับรองความรู้สึกและขอบคุณก่อน และให้คำแนะนำต่อ

บทที่ 5  อยู่กับอารมณ์ความรู้สึกให้เป็น



  • อารมณ์โกรธเป็นพลังงานที่ยิ่งใหญ่และเปลี่ยนแปลงโลกได้ คิดว่าความโกรธเป็นวายร้าย แต่ควรอยู่กับความโกรธให้เป็น

  • สาเหตุของความโกรธมาจากตัวของอีกฝ่ายหนึ่งเอง ดังนั้นเราจึงไม่ต้องโทษตัวเองเวลาอีกฝ่ายหนึ่งโกรธ

  • แม้จะเป็นสถานการณ์เดียวกัน ก็จะมีทั้งคนที่โกรธและไม่โกรธต่อสถานการณ์นั้นๆ และอาจเป็นตัวเราเองที่โกรธ หรืออีกฝ่ายที่โกรธก็ได้

  • ความโกรธเป็นการตอบสนองต่อคำพูดหรือการกระทำของเราโดยอัตโนมัติ

  • ความโกรธเป็นปัญหาของอีกฝ่าย เราต้องแยกให้ออก จะได้ไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากพลังงานลบนั้น

  • ความโกรธจริงๆแล้วเป็นเพียงอารมณ์รอง (อารมณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นมาทันที) เท่านั้น ส่วนอารมณ์หลัก (อารมณ์ที่แท้จริง) ที่ซ่อนไว้อยู่ เช่น ความคาดหวัง ความเศร้า ความกังวล

  • เวลาเราจัดการกับความโกรธ ให้เราจัดการกับอารมณ์หลัก ไม่ใช่การกดอารมณ์โกรธลง

  • เรามักจะโกรธกับคนที่อยู่ใกล้ตัวเรา มากกว่าคนที่เราไม่ค่อยรู้จัก

  • วิธีจัดการกับความล้มเหลว ให้ยอมรับในความรู้สึกของตัวเอง ตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรต่อ (ไม่ใช่ “ทำไมถึงต้องเกิดขึ้นด้วย”) และมองเหตุการณ์นั้นไปในทางบวก

บทที่ 6  อยู่กับตัวเอง ณ ปัจจุบันให้เป็น



  • คนที่ทำงานได้ดีจะมีสิ่งที่เหมือนๆกัน คือ ไม่โทษสิ่งแวดล้อมและโทษผู้อื่น

  • สำหรับคนที่ยังหาไม่เจอว่าอยากทำงานอะไร แนะนำให้ลองทำดูก่อนไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เพราะเราจะได้เห็นและเข้าใจผ่านประสบการณ์

วันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2561

สรุปเนื้อหาหนังสือ ปาฏิหาริย์จากการต่อจิ๊กซอว์ชีวิต (See your own big pictures)

ปาฏิหาริย์จากการต่อจิ๊กซอว์ชีวิต


ผู้เขียน    Jun Og Pyo (ชอน อก เพียว)

ผู้แปล      ภัททิรา จิตต์เกษม








หนังสือเล่มนี้พูดถึงเรื่องอะไร


  • เป้าหมายชีวิต

  • ภาพใหญ่ของชีวิต

  • แก่นของชีวิต

หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร


  • คนที่กำลังมองหาทิศทางชีวิตอนาคตอยู่ หรือกำลังสับสนว่าจะเอายังไงกับชีวิตระยะยาวดี

  • คนที่อยากจะสร้างภาพใหญ่ของชีวิต เพื่อทำให้การดำเนินชีวิตเคว้งน้อยลง

  • ทบทวนถึงการใช้ชีวิตของเราว่าตอนนี้เรากำลังทำอะไรอยู่

ความรู้สึกส่วนตัวต่อหนังสือ


  • เป็นหนังสือที่ผมแนะนำให้ทุกคนได้อ่านครับ เพราะหนังสือเล่มนี้พูดถึงสิ่งที่สำคัญสำหรับตัวเรา นั่นก็คือ “ชีวิต” โดยเฉพาะชีวิตของเราเอง ที่เราต้องวางแผนภาพรวมทั้งชีวิตว่า ชีวิตนี้เราต้องการอะไร ชีวิตนี้เราอยากทำอะไร เราเรียกทั้งหมดเหล่านี้ว่า ภาพใหญ่ของชีวิตของเรา หรือหนังสือเล่มนี้ใช้คำว่า บิ๊กพิกเชอร์ นั่นเอง

  • หนังสือเล่มนี้แนะนำวิธีการสร้างภาพใหญ่ของชีวิตเรา พร้อมทั้งตัวอย่างของผู้เขียนเอง ซึ่งเคยทำงานมาหลายอย่างเช่น เลขา ส.ส. ผู้บริหารบริษัทซัมซุง อาจารย์มหาวิทยาลัย และก็ตั้งสถาบันวิจัยด้านการบริหารธุรกิจ รวมทั้งเป็นบาทหลวงด้วย แต่ว่ามีแค่ตัวอย่างเดียว จริงๆน่าจะมีอีกซัก1-2ตัวอย่าง

ข้อความที่ผมชอบบางส่วนหรืออยากแบ่งปัน


** จริงๆมีเยอะมากครับ แต่ผมดึงมาส่วนหนึ่งให้ทุกคนได้อ่านกันครับ

บทนำ บิ๊กพิกเชอร์ของคุณคืออะไร


  • “คนที่ประสบความสำเร็จและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเท่าที่ผมเคยพบเจอมาต่างก็มีภาพใหญ่ของตนเอง”

บทที่ 1 คนที่แอบมองข้าวรั้ว


  • ชีวิตเป็นการสั่งสมผลลัพธ์มากมายนับไม่ถ้วนซึ่งเกิดจากการเลือกของเรา

  • ถ้ามีบิ๊กพิกเชอร์อยู่ในใจ แม้ตอนนี้จะต้องวาดภาพมืดๆดำๆอยู่ แต่ถ้ารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต เราจะอดทนต่อความยากลำบากต่างๆได้เสมอ

  • การเรียนเป็นสิ่งที่ดี แต่การพยายามอย่างไร้ทิศทางเป็นการใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือย

บทที่ 2 สิ่งที่เรียกว่าบิ๊กพิกเชอร์คืออะไร


  • คุณเคยคิดถึงอนาคตของตนเองในอีก 10 ปีข้างหน้าอย่างจริงจังบ้างไหม

  • สิ่งที่จะนำความอุดมสมบูรณ์อย่างแท้จริงมาให้นั้นนั่งนิ่งอยู่ในหัวใจผม สิ่งนั้นก็คือบิ๊กพิกเชอร์หรือทิศทางขนาดใหญ่ของชีวิตที่ผมจะเดินไปนั่นเอง

  • ถ้าคุณชอบชีวิตที่เป็นอยู่และพึงพอใจกับความกระตือรือร้นในการใช้ชีวิตของตนเองแล้ว นั่นคือสิ่งที่ถูก เพราะเราไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่ออวดใครไม่ใช่หรือ

  • สาเหตุส่วนใหญ่ที่สุดที่ทำให้คนฆ่าตัวตายคือ ขาดสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจหรือไม่มี “เหตุผลในการมีชีวิตอยู่” (Why)

บทที่ 3 มุมมอง จงจัดลำดับใหม่


  • “เวลาทำงานในบริษัท อย่าคิดแต่ว่าทำงานเพื่อให้ได้เงินเดือน แต่ต้องทำตัวเหมือนตนเองเป็นประธาน ‘บริษัทของฉัน’ (Me Inc.) ชีวิตคุณจึงจะมีศักดิ์ศรี – ปีเตอร์ ดรักเกอร์

  • เมื่อเอาชื่อบริษัทออกแล้ว คุณรู้สึกถึงความเชี่ยวชาญและความสามารถอันโดดเด่นที่สะท้อนออกมาจากตัวคุณเองไหม

  • แต่ละคนจะต้องมองหาสิ่งที่ตนเองทำได้ดีหรือสิ่งที่ตนเองชอบ แต่ถ้าไม่มีสักอย่าง “อย่างน้อย” ก็ลองหาสิ่งที่ทำได้มากที่สุดหรือเกลียดน้อยที่สุดก็ได้

  • การหางานที่เราสามารถเป็นตัวของเราเองได้มากที่สุดแล้วจดจ่อไปกับมันคือเคล็ดลับการใช้ชีวิต

  • เหตุผลที่เราเพลิดเพลินกับงานอดิเรกก็เพราะว่าไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินทอง เหตุผลที่ผมห้ามไม่ให้เอางานอดิเรกมาทำเป็นงานหลักก็เพราะเมื่องานอดิเรกเป็นงานหลักปุ้บ มันจะมาพร้อมกับ “การแข่งขัน” และ ”ความตึงเครียด” แล้วคุณจะไม่รู้สึกว่ามันสนุกเหมือนแต่ก่อน

  • เราจะต้องเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ลองทำเราก็จะไม่มีใครรู้ว่าตัวเราทำอะไรได้ดี

  • งานบริษัทกับชีวิตส่วนตัวเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกันจนแยกออกจากกันไม่ได้


บทที่ 4 เป้าหมาย จงฝันให้ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะฝันได้


  • ทุกสิ่งบนโลกนี้ล้วนเปลี่ยนแปลง ถ้าเราระลึกความจริงข้อนี้เสมอ เราจะรู้ว่าทำไมตอนนี้ฉันถึงต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง

  • การกำหนดเหตุผลในการใช้ชีวิตแล้วดึงจุดแข็งและจุดอ่อนออกมาใช้อย่างพอดีนั่นแหละคือการใช้ชีวิต

  • แต่คนส่วนใหญ่กลับตั้งความฝันของตนเองตามจุดแข็งมากกว่าเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมหลายคนที่มีความฝันจึงทำความฝันให้เป็นจริงไม่ได้ เพราะในความฝันของพวกเขาไม่มี “คุณค่า” นั่นเอง

  • ชีวิตเป็นผลลัพธ์จากการเลือกหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งการเลือกแต่ละครั้งแตกต่างไปตามคำถามที่ว่า “คุณค่า” สำคัญคืออะไร

บทที่ 5 การจัดการ จงหันมาดูตัวเองเหมือนมองพระเจ้า


  • สิ่งสำคัญไม่ใช่ปริมาณเวลา แต่เป็นการใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ

  • ถ้าอยากมีชีวิตแบบไม่อายใคร จะต้องถามตัวเองอย่างจริงจังว่า “พฤติกรรมและเป้าหมายในตอนนี้ตรงกับเป้าหมายในชีวิตของฉันหรือเหตุผลที่ฉันมีชีวิตอยู่หรือยัง”

  • สุดท้ายงานของตัวเองก็ไม่ก้าวหน้า จึงรู้สึกหดหู นั่นเป็นเพราะเขาใช้เวลาอันมีค่าของตนไปกับการสร้างบิ๊กพิกเชอร์ของผู้อื่นอยู่และความจริงเขาคนนี้แค่พอใจกับคำชมว่า “เป็นคนดี”

  • สิ่งสำคัญในชีวิตไม่ใช่การทำงานให้เสร็จ แต่เป็นการทำงานที่ต้องทำให้สำเร็จอย่างที่ควรจะเป็น

  • สาเหตุอันดับ 1 ของความเหลาะแหละคือ “ความหลงใหลในเทพแห่งการผัดวันประกันพรุ่ง”

บทที่ 6 ความคิดริเริ่ม จงออกจากเส้นทางที่คนอื่นเดิน


  • วิธีที่ง่ายที่สุดในการสร้างความคิดสร้างสรรค์คือการตั้งคำถาม

  • การดูตัวอย่างความสำเร็จที่ปรากฏตามรายการทีวีแล้วนำมากำหนดอนาคตของตัวเองนั้นเป็นเรื่องไร้ประโยชน์ เพราะเป็นการไล่ตามบิ๊กพิกเชอร์ของคนอื่น ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับตนเองเลย

บทที่ 7 การสื่อสาร อย่ายึดติดกับความคิดเดิมๆ


  • ถ้าอยากพูดเก่ง ควรอ่านหนังสือพิมพ์หลายๆฉบับอย่างละเอียดแล้วนำมาเรียบเรียงเป็นความคิดของตนเอง

  • มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอนในสหรัฐอเมริกาวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จและพบว่า เทคนิคและความสามารถของแต่ละบุคคลมีผลเพียง 15 เปอร์เซ็นต์ แล้วอีก 80 เปอร์เซ็นต์คืออะไร คำตอบคือมนุษยสัมพันธ์ที่ดี

  • คนที่ยอมรับคำวิจารณ์ของคนอื่นไม่ได้ มักเป็นคนที่หนีปัญหาและไม่คิดจะยอมรับความเห็นของผู้อื่น

  • คนที่มักประสบกับชัยชนะบ่อยๆ นั่นเป็นเพราะเขาทำแต่สิ่งที่มีความเป็นไปได้ว่าจะประสบความสำเร็จสูง

  • คนที่โชคดีจะรู้จักจุดแข็งและจุดอ่อนของตนเองเป็นอย่างดี จึงรู้วิธีควบคุมสถานการณ์ให้ตรงกับตนเองได้


บทที่ 8 อย่าปล่อยให้ฝันเป็นเพียงฝัน


  • จงทิ้งความคิดที่ว่าจะทำทุกอย่างให้ดี จงระลึกถึงสิ่งที่เราได้รับมอบหมายและสิ่งที่เราจะต้องทำ แล้วจดจ่ออยู่กับมัน

  • ถ้าเราพอใจแค่นั้น งานก็จะไม่ดำเนินไปอย่างที่ควรจะเป็น เราไม่ควรพอใจกับคำว่า “แค่นี้” แต่จะต้องไปให้ถึง “เป้าหมาย” ที่เราต้องการ

  • หลายคนบอกว่าต้องเป็นเศรษฐีสิ ถึงจะมีเวลาไปหาสิ่งที่อยากทำได้ ผมอยากจะถามกลับไปว่า แล้วชีวิตคนไม่มีเงินอย่างคุณไม่มีค่าเลยหรือ ถ้าวันนี้ไม่มีปัญหาเรื่องการกินการอยู่ คุณอยากทำอะไรล่ะ ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ไม่มีเวลา คุณมีเวลาแต่ไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไรต่างหาก คนที่หลงอยู่กับสิ่งหนึ่ง แม้ไม่มีเวลาก็จะหาเวลามาจนได้ แม้ขัดสนทางเศรษฐกิจก็จะทำงานเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา

  • ในอนาคตคุณจะยุ่งยิ่งกว่านี้ ขอแค่คุณไม่ลืม “ตัวของตัวเอง” เราต้องมีเวลาคิดถึงตัวเองอย่างน้อยวันละ 5 นาทีก็ยังดี แล้วอย่าลืมถามตัวเองว่า ตอนนี้ฉันกำลังเดินอยู่ในทางที่ต้องการอยู่หรือไม่ ตอนนี้เราเคลื่อนไหวตามเสียงกลองในใจรึเปล่า ถ้าเรามีความสุข คนรอบข้างเราก็จะมีความสุข

บทที่ 9 จงเดินตามการสั่นไหวของจิตวิญญาณ


  • ถ้าบิ๊กพิกเชอร์ของเราเจอกับบิ๊กพิกเชอร์ของคนอื่น เราจะวาดภาพที่ยิ่งใหญ่กว่าไปด้วยกันได้

  • ถ้าอยากรู้จักตัวเอง จงย้อนกลับมามองการกระทำที่ทำมาคลอดจนถึงบัดนี้

  • การปล่อยเวลาให้ผ่านไปไม่ได้ทำให้คนเราเติบโตขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ตัวเราสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ด้วยการกระทำอย่างตั้งใจเท่านั้น

  • ปอล วาเลรี่ นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสเตือนว่า “ถ้าไม่ใช่ชีวิตไปตามที่คิด เราจะคิดไปตามที่ใช้ชีวิต”

  • ถ้ามีสิ่งที่คิดไว้อยู่ก็อย่าลังเล จงลงมือทำเลย เพราะเราต้องใช้ชีวิตตามความคิดของเรา แล้วต้องย้อนกลับมาตรวจดูตัวเองเป็นประจำว่าความคิดของเราถูกขังเอาไว้ในกรอบแคบๆเพราะคิดว่ามันสะดวกสบายหรือไม่

บทส่งท้าย ไม่ว่าคุณวาดภาพอะไร ภาพที่วาดอยู่ตอนนี้ถูกต้องแล้ว



  • “บิ๊กพิกเชอร์ของคุณคืออะไร”?