วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

รีวิวหนังสือ ไม่ต้องชอบขี้หน้า ก็ทำงานด้วยกันได้

หนังสือ        ไม่ต้องชอบขี้หน้า ก็ทำงานด้วยกันได้
ผู้เขียน         ฮิโรมิ ยามาซากิ (Hiromi Yamasaki)
ผู้แปล          สกล โสภิตอาชาศักดิ์
สำนักพิมพ์  Move Publishing



หนังสือเล่มนี้พูดถึงเรื่องอะไร



  • ปัญหาและวิธีการสื่อสารในที่ทำงาน

  • รูปแบบพฤติกรรมการสื่อสารของตนเอง และความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้ขณะสื่อสาร

หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร



  • ทุกคนที่ต้องทำงานและสื่อสารกับคนอื่นๆ

  • ผู้ที่มีปัญหาการสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน

  • ผู้ที่อยากทบทวนถึงวิธีการสื่อสารของเราต่อผู้อื่น

  • มีแบบฝึกหัดบางส่วนในเล่ม ที่เหมาะกับผู้ที่อยากค้นพบจุดแข็งและจุดอ่อนให้มากขึ้น

ความรู้สึกส่วนตัวต่อหนังสือ



  • เป็นหนังสือที่ดีเล่มหนึ่ง ที่พูดถึงปัญหาที่เชื่อว่าหลายๆคนได้พบเจอในที่ทำงานคือ ปัญหาเรื่องการสื่อสาร และอาจจะเจอคนที่เรารู้สึกว่าไม่ถูกโชคชะตากัน

  • หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีแต่ทฤษฎีเท่านั้น แต่มีแบบฝึกหัดที่ทำให้รู้จักตนเอง มีบทสัมภาษณ์บุคคลที่นำหลักการจากหนังสือเล่มนี้ไปใช้

  • หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีแต่ตัวอักษรล้วนๆ มีตาราง การ์ตูน แผนภาพ และสรุปท้ายบทแบบสั้นๆ ประกอบตลอดหนังสือเล่มนี้ ชวนดึงดูด น่าสนใจ

  • เหมาะสำหรับอ่านเพื่อพัฒนาตัวเองดีครับ เรื่องที่รู้สึกแตะต้องใจหลังอ่านจบคือเรื่องความโกรธ เพราะไม่ค่อยมีหนังสือเล่มไหนที่เขียนเรื่องความโกรธไว้มากนัก (จากประสบการณ์เท่าที่อ่านเจอ :p)



ข้อความที่ผมชอบบางส่วนหรืออยากแบ่งปัน


** ผมดึงมาบางส่วนให้ทุกคนได้อ่านกันครับ อาจมีปรับคำพูดหรือใส่เนื้อหาเพิ่มเติมลงไปบ้าง

บทที่ 1 ทุกคนมีรูปแบบพฤติกรรมต่างกัน



  • แต่ละคนมีรูปแบบพฤติกรรมต่างกันเช่น หากแบ่งคนตามความคิดแบบกว้างๆ อาจแบ่งคนได้เป็น 2 กลุ่ม คือ คนที่มีความคิดแบบวางอนาคต และ ความคิดแบบอยู่กับปัจจุบัน

  • ไม่มีรูปแบบความคิดไหนถูกหรือผิด อันไหนดีกว่าอันไหน การที่เรารู้รูปแบบต่างๆจะทำให้เราเข้าใจถึงเบื้องหลังของการแสดงออกถึงพฤติกรรมหนึ่งๆได้

บทที่ 2 ความสบายใจทำให้มนุษย์ก้าวไปข้างหน้า



  • ทุกคนมีพรสวรรค์ เราต้องบอกให้คนที่อยู่รอบตัวเรารู้และยอมรับสิ่งนั้น

  • สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์ คือการที่มีคนรับรู้ว่าเรามีตัวตนอยู่ และยอมรับในตัวตนของเรา

  • การยอมรับในตัวตนของอีกฝ่าย เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์

  • สิ่งแรกในการยอมรับตัวตนของอีกฝ่าย คือการบอกให้อีกฝ่ายได้รับรู้ว่า เราเป็นกำลังใจให้เสมอ เช่นคำพูดที่ทำให้อีกฝ่ายสัมผัสได้ว่าเราเป็นห่วงเขาด้วยใจจริง

  • สิ่งสำคัญสำหรับหัวหน้าที่ดี คือการดูการทำงานระหว่างทาง (Process) และบอกให้เจ้าตัวรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงและการเติบโตของตนเอง แม้อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับผลลัพธ์ของผลงานโดยตรงก็ตาม

  • ผู้นำที่ดีจะต้องหา “อะไรบางอย่าง” (ความสามารถที่ซ่อนอยู่) ของลูกน้องให้เจอ และทำให้มันเปล่งแสงออกมาให้ได้

  • เทคนิคการขอบคุณคือ >> “ขอบคุณ” + ทำอะไร + เกิดคุณค่าอะไร” เช่น “ขอบคุณที่เตรียมเอกสารให้นะ เข้าใจง่ายมากเลย การนำเสนอเป็นไปได้สวย”

บทที่ 3 รู้จักใช้จุดแข็งเพิ่มพลังของทีมเวิร์ค



  • คำว่า “คนดี คนไม่ดี” ที่เรามักจะพูดกันบ่อยๆ จริงๆแล้วหมายถึง “คนที่เรา(รู้สึก)โอเคและคนที่เรา(รู้สึก)ไม่โอเค” เท่านั้นเอง

  • ในการทำงานเป็นทีม เราควรบอกข้อดีและประโยชน์ของการที่มีคนนั้นๆกับสมาชิกในทีมเรา (การชมคนหนึ่งผ่านอีกคน จะยิ่งได้ผลมากขึ้น)

  • จุดแข็ง หมายถึงสิ่งที่เราทำได้ตามปกติตามรูปแบบที่เรามี

  • เวลาเรานึกถึงจุดแข็ง เราอาจจะนึกไม่ออก ให้ถามคนอื่น หรือเมื่อเวลาคนอื่นชมเรา ให้เจาะลงรายละเอียด เช่น “ที่ชมเราเมื่อกี้ ยกตัวอย่างหน่อย ว่าชอบตรงไหนบ้าง”

  • สิ่งที่เราคิดว่าเป็นจุดอ่อน อาจเป็นจุดแข็งก็ได้

  • การที่คนมีนิสัยที่ต่างกัน คอยเสริมจุดอ่อนให้กันและกัน ยอมรับจุดแข็งของกันและกัน และมีเป้าหมายเดียวกัน จะทำให้งานสำเร็จยิ่งขึ้นทวีคูณ

  • จุดอ่อน เป็นสิ่งที่เราชอบมอง บางครั้งเราชอบมองส่วนที่ไม่สมบูรณ์ มากกว่าส่วนอื่นที่มันสมบูรณ์

  • เราไม่ควรไปสนใจ “ส่วนที่ขาด” แค่ยอมรับว่าเรามี “ส่วนที่ขาด” ก็พอ และเรานำเอาจุดอ่อนของเรามาเปิดเผยในทีมการทำงาน เพื่อพึ่งพา ให้ผู้อื่นช่วยเหลือในส่วนนั้นได้


บทที่ 4  โอกาสเปิดกว้างขึ้นได้ด้วยการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น



  • เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับความสัมพันธ์กับคนรอบตัว หลายๆครั้งเกิดจากการที่เรา “คิดเองเออเอง” เราสร้างระยะห่างเอง ดังนั้นอย่ามโนด่วนสรุปไปเอง

  • หากมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ อย่าคิดเองเออเอง ให้ถามตัวเองว่า “นี่มันคือความจริง หรือเราคิดด้านลบไปเอง” และสามารถถามเจ้าตัวตรงๆได้

  • อย่าคิดไปก่อนว่าเขาจะปฏิเสธเรา เพราะคนที่ให้คำตอบคือคนอีกฝ่ายหนึ่ง อย่าคิดเอง

  • ใช้กฎ “Yes and” เวลาที่เราที่ไม่เห็นด้วยกับอีกฝ่าย เขาจะฟังมากขึ้น >> “ใช่” + รับรองความรู้สึกและขอบคุณก่อน และให้คำแนะนำต่อ

บทที่ 5  อยู่กับอารมณ์ความรู้สึกให้เป็น



  • อารมณ์โกรธเป็นพลังงานที่ยิ่งใหญ่และเปลี่ยนแปลงโลกได้ คิดว่าความโกรธเป็นวายร้าย แต่ควรอยู่กับความโกรธให้เป็น

  • สาเหตุของความโกรธมาจากตัวของอีกฝ่ายหนึ่งเอง ดังนั้นเราจึงไม่ต้องโทษตัวเองเวลาอีกฝ่ายหนึ่งโกรธ

  • แม้จะเป็นสถานการณ์เดียวกัน ก็จะมีทั้งคนที่โกรธและไม่โกรธต่อสถานการณ์นั้นๆ และอาจเป็นตัวเราเองที่โกรธ หรืออีกฝ่ายที่โกรธก็ได้

  • ความโกรธเป็นการตอบสนองต่อคำพูดหรือการกระทำของเราโดยอัตโนมัติ

  • ความโกรธเป็นปัญหาของอีกฝ่าย เราต้องแยกให้ออก จะได้ไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากพลังงานลบนั้น

  • ความโกรธจริงๆแล้วเป็นเพียงอารมณ์รอง (อารมณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นมาทันที) เท่านั้น ส่วนอารมณ์หลัก (อารมณ์ที่แท้จริง) ที่ซ่อนไว้อยู่ เช่น ความคาดหวัง ความเศร้า ความกังวล

  • เวลาเราจัดการกับความโกรธ ให้เราจัดการกับอารมณ์หลัก ไม่ใช่การกดอารมณ์โกรธลง

  • เรามักจะโกรธกับคนที่อยู่ใกล้ตัวเรา มากกว่าคนที่เราไม่ค่อยรู้จัก

  • วิธีจัดการกับความล้มเหลว ให้ยอมรับในความรู้สึกของตัวเอง ตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรต่อ (ไม่ใช่ “ทำไมถึงต้องเกิดขึ้นด้วย”) และมองเหตุการณ์นั้นไปในทางบวก

บทที่ 6  อยู่กับตัวเอง ณ ปัจจุบันให้เป็น



  • คนที่ทำงานได้ดีจะมีสิ่งที่เหมือนๆกัน คือ ไม่โทษสิ่งแวดล้อมและโทษผู้อื่น

  • สำหรับคนที่ยังหาไม่เจอว่าอยากทำงานอะไร แนะนำให้ลองทำดูก่อนไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เพราะเราจะได้เห็นและเข้าใจผ่านประสบการณ์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น