หนังสือ ไม่ต้องชอบขี้หน้า ก็ทำงานด้วยกันได้
ผู้เขียน ฮิโรมิ ยามาซากิ (Hiromi Yamasaki)
ผู้แปล สกล โสภิตอาชาศักดิ์
สำนักพิมพ์ Move Publishing
หนังสือเล่มนี้พูดถึงเรื่องอะไร
- ปัญหาและวิธีการสื่อสารในที่ทำงาน
- รูปแบบพฤติกรรมการสื่อสารของตนเอง และความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้ขณะสื่อสาร
หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร
- ทุกคนที่ต้องทำงานและสื่อสารกับคนอื่นๆ
- ผู้ที่มีปัญหาการสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน
- ผู้ที่อยากทบทวนถึงวิธีการสื่อสารของเราต่อผู้อื่น
- มีแบบฝึกหัดบางส่วนในเล่ม ที่เหมาะกับผู้ที่อยากค้นพบจุดแข็งและจุดอ่อนให้มากขึ้น
ความรู้สึกส่วนตัวต่อหนังสือ
- เป็นหนังสือที่ดีเล่มหนึ่ง ที่พูดถึงปัญหาที่เชื่อว่าหลายๆคนได้พบเจอในที่ทำงานคือ ปัญหาเรื่องการสื่อสาร และอาจจะเจอคนที่เรารู้สึกว่าไม่ถูกโชคชะตากัน
- หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีแต่ทฤษฎีเท่านั้น แต่มีแบบฝึกหัดที่ทำให้รู้จักตนเอง มีบทสัมภาษณ์บุคคลที่นำหลักการจากหนังสือเล่มนี้ไปใช้
- หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีแต่ตัวอักษรล้วนๆ มีตาราง การ์ตูน แผนภาพ และสรุปท้ายบทแบบสั้นๆ ประกอบตลอดหนังสือเล่มนี้ ชวนดึงดูด น่าสนใจ
- เหมาะสำหรับอ่านเพื่อพัฒนาตัวเองดีครับ เรื่องที่รู้สึกแตะต้องใจหลังอ่านจบคือเรื่องความโกรธ เพราะไม่ค่อยมีหนังสือเล่มไหนที่เขียนเรื่องความโกรธไว้มากนัก (จากประสบการณ์เท่าที่อ่านเจอ :p)
ข้อความที่ผมชอบบางส่วนหรืออยากแบ่งปัน
** ผมดึงมาบางส่วนให้ทุกคนได้อ่านกันครับ อาจมีปรับคำพูดหรือใส่เนื้อหาเพิ่มเติมลงไปบ้าง
บทที่ 1 ทุกคนมีรูปแบบพฤติกรรมต่างกัน
- แต่ละคนมีรูปแบบพฤติกรรมต่างกันเช่น หากแบ่งคนตามความคิดแบบกว้างๆ อาจแบ่งคนได้เป็น 2 กลุ่ม คือ คนที่มีความคิดแบบวางอนาคต และ ความคิดแบบอยู่กับปัจจุบัน
- ไม่มีรูปแบบความคิดไหนถูกหรือผิด อันไหนดีกว่าอันไหน การที่เรารู้รูปแบบต่างๆจะทำให้เราเข้าใจถึงเบื้องหลังของการแสดงออกถึงพฤติกรรมหนึ่งๆได้
บทที่ 2 ความสบายใจทำให้มนุษย์ก้าวไปข้างหน้า
- ทุกคนมีพรสวรรค์ เราต้องบอกให้คนที่อยู่รอบตัวเรารู้และยอมรับสิ่งนั้น
- สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์ คือการที่มีคนรับรู้ว่าเรามีตัวตนอยู่ และยอมรับในตัวตนของเรา
- การยอมรับในตัวตนของอีกฝ่าย เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์
- สิ่งแรกในการยอมรับตัวตนของอีกฝ่าย คือการบอกให้อีกฝ่ายได้รับรู้ว่า เราเป็นกำลังใจให้เสมอ เช่นคำพูดที่ทำให้อีกฝ่ายสัมผัสได้ว่าเราเป็นห่วงเขาด้วยใจจริง
- สิ่งสำคัญสำหรับหัวหน้าที่ดี คือการดูการทำงานระหว่างทาง (Process) และบอกให้เจ้าตัวรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงและการเติบโตของตนเอง แม้อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับผลลัพธ์ของผลงานโดยตรงก็ตาม
- ผู้นำที่ดีจะต้องหา “อะไรบางอย่าง” (ความสามารถที่ซ่อนอยู่) ของลูกน้องให้เจอ และทำให้มันเปล่งแสงออกมาให้ได้
- เทคนิคการขอบคุณคือ >> “ขอบคุณ” + ทำอะไร + เกิดคุณค่าอะไร” เช่น “ขอบคุณที่เตรียมเอกสารให้นะ เข้าใจง่ายมากเลย การนำเสนอเป็นไปได้สวย”
บทที่ 3 รู้จักใช้จุดแข็งเพิ่มพลังของทีมเวิร์ค
- คำว่า “คนดี คนไม่ดี” ที่เรามักจะพูดกันบ่อยๆ จริงๆแล้วหมายถึง “คนที่เรา(รู้สึก)โอเคและคนที่เรา(รู้สึก)ไม่โอเค” เท่านั้นเอง
- ในการทำงานเป็นทีม เราควรบอกข้อดีและประโยชน์ของการที่มีคนนั้นๆกับสมาชิกในทีมเรา (การชมคนหนึ่งผ่านอีกคน จะยิ่งได้ผลมากขึ้น)
- จุดแข็ง หมายถึงสิ่งที่เราทำได้ตามปกติตามรูปแบบที่เรามี
- เวลาเรานึกถึงจุดแข็ง เราอาจจะนึกไม่ออก ให้ถามคนอื่น หรือเมื่อเวลาคนอื่นชมเรา ให้เจาะลงรายละเอียด เช่น “ที่ชมเราเมื่อกี้ ยกตัวอย่างหน่อย ว่าชอบตรงไหนบ้าง”
- สิ่งที่เราคิดว่าเป็นจุดอ่อน อาจเป็นจุดแข็งก็ได้
- การที่คนมีนิสัยที่ต่างกัน คอยเสริมจุดอ่อนให้กันและกัน ยอมรับจุดแข็งของกันและกัน และมีเป้าหมายเดียวกัน จะทำให้งานสำเร็จยิ่งขึ้นทวีคูณ
- จุดอ่อน เป็นสิ่งที่เราชอบมอง บางครั้งเราชอบมองส่วนที่ไม่สมบูรณ์ มากกว่าส่วนอื่นที่มันสมบูรณ์
- เราไม่ควรไปสนใจ “ส่วนที่ขาด” แค่ยอมรับว่าเรามี “ส่วนที่ขาด” ก็พอ และเรานำเอาจุดอ่อนของเรามาเปิดเผยในทีมการทำงาน เพื่อพึ่งพา ให้ผู้อื่นช่วยเหลือในส่วนนั้นได้
บทที่ 4 โอกาสเปิดกว้างขึ้นได้ด้วยการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น
- เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับความสัมพันธ์กับคนรอบตัว หลายๆครั้งเกิดจากการที่เรา “คิดเองเออเอง” เราสร้างระยะห่างเอง ดังนั้นอย่ามโนด่วนสรุปไปเอง
- หากมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ อย่าคิดเองเออเอง ให้ถามตัวเองว่า “นี่มันคือความจริง หรือเราคิดด้านลบไปเอง” และสามารถถามเจ้าตัวตรงๆได้
- อย่าคิดไปก่อนว่าเขาจะปฏิเสธเรา เพราะคนที่ให้คำตอบคือคนอีกฝ่ายหนึ่ง อย่าคิดเอง
- ใช้กฎ “Yes and” เวลาที่เราที่ไม่เห็นด้วยกับอีกฝ่าย เขาจะฟังมากขึ้น >> “ใช่” + รับรองความรู้สึกและขอบคุณก่อน และให้คำแนะนำต่อ
บทที่ 5 อยู่กับอารมณ์ความรู้สึกให้เป็น
- อารมณ์โกรธเป็นพลังงานที่ยิ่งใหญ่และเปลี่ยนแปลงโลกได้ คิดว่าความโกรธเป็นวายร้าย แต่ควรอยู่กับความโกรธให้เป็น
- สาเหตุของความโกรธมาจากตัวของอีกฝ่ายหนึ่งเอง ดังนั้นเราจึงไม่ต้องโทษตัวเองเวลาอีกฝ่ายหนึ่งโกรธ
- แม้จะเป็นสถานการณ์เดียวกัน ก็จะมีทั้งคนที่โกรธและไม่โกรธต่อสถานการณ์นั้นๆ และอาจเป็นตัวเราเองที่โกรธ หรืออีกฝ่ายที่โกรธก็ได้
- ความโกรธเป็นการตอบสนองต่อคำพูดหรือการกระทำของเราโดยอัตโนมัติ
- ความโกรธเป็นปัญหาของอีกฝ่าย เราต้องแยกให้ออก จะได้ไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากพลังงานลบนั้น
- ความโกรธจริงๆแล้วเป็นเพียงอารมณ์รอง (อารมณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นมาทันที) เท่านั้น ส่วนอารมณ์หลัก (อารมณ์ที่แท้จริง) ที่ซ่อนไว้อยู่ เช่น ความคาดหวัง ความเศร้า ความกังวล
- เวลาเราจัดการกับความโกรธ ให้เราจัดการกับอารมณ์หลัก ไม่ใช่การกดอารมณ์โกรธลง
- เรามักจะโกรธกับคนที่อยู่ใกล้ตัวเรา มากกว่าคนที่เราไม่ค่อยรู้จัก
- วิธีจัดการกับความล้มเหลว ให้ยอมรับในความรู้สึกของตัวเอง ตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรต่อ (ไม่ใช่ “ทำไมถึงต้องเกิดขึ้นด้วย”) และมองเหตุการณ์นั้นไปในทางบวก
บทที่ 6 อยู่กับตัวเอง ณ ปัจจุบันให้เป็น
- คนที่ทำงานได้ดีจะมีสิ่งที่เหมือนๆกัน คือ ไม่โทษสิ่งแวดล้อมและโทษผู้อื่น
- สำหรับคนที่ยังหาไม่เจอว่าอยากทำงานอะไร แนะนำให้ลองทำดูก่อนไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เพราะเราจะได้เห็นและเข้าใจผ่านประสบการณ์





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น