วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2561

10 สิ่งที่มือใหม่(มาก)ควรรู้เกี่ยวกับ Wordpress จากงาน WordCamp Bangkok 2018

สวัสดีทุกคนครับ

บทความนี้ผมอยากแบ่งปันสั้นๆเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ได้ไปงาน WordCamp Bangkok 2018 เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2561 ณ มหาวิทยาลัยสยามครับผม


WordCamp คืออะไร?


คืองานสัมมนาที่รวมตัวของผู้ใช้ Wordpress (เครื่องมือทำเว็บสำเร็จรูปแบบหนึ่งที่มีโครงสร้างหลักๆให้เราแล้ว ไม่ต้องเสียเวลาเขียนโค้ดเพื่อทำเว็บเอง) ในการสร้างเว็บ ในงานมีการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆที่ใช้ Wordpress พูดคุยแลกเปลี่ยน Connection กัน

ในงานนี้มีการใช้ Hashtag #WCBKK เพื่อการสื่อสารสำหรับงานนี้ด้วยครับ


ได้เรียนรู้อะไรบ้างในงาน?


มีหลายสิ่งที่ได้เรียนรู้ในงานนี้ ผมหยิบ 10 อย่างที่เป็นพื้นฐานของการใช้ Wordpress มาให้ทุกคนได้อ่านกันครับ

  1. หากเราจะเป็น Thought Leader (ผู้นำทางความคิด) ให้กับสังคมในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราต้องมีความ “ชัดเจน” ในจุดยืนเรา อย่าเป็นทุกอย่าง อย่าทำทุกเรื่อง และต้องเผยแผ่ความชัดเจนนั้นออกไปอย่างสม่ำเสมอ และมี “วินัย” เช่นหากผ่านการเขียน Blog ก็ต้องเขียน Blog อย่าสม่ำเสมอ

  2. ข้อดีและจุดขายของการใช้ Wordpress คือ ใช้เหมือนกันทั้งโลก ก็เลยมีคนช่วยเหลือกันทั้งโลก เกิด Community ที่ใหญ่ (ใหญ่จนเกิดงานนี้ขึ้นมา :) )

  3. สำหรับมือใหม่หัดใช้ Wordpress ควรใช้ Theme ฟรีก่อน แล้วถ้าต้องการคุณสมบัติเพิ่มเติม (Additional Feature) ค่อยเสียเงินซื้อ Theme ทีหลัง เราต้องลองเล่นสักพัก เพื่อให้เรารู้ความต้องการของตนเองก่อน

  4. Theme และ Plugin ที่ใช้ ให้เลือกเอาอันที่มีคนใช้มากๆ และมีอัพเดทบ่อยๆ (ดูที่ดาว Rating, Active Installation, Last Update) อย่าเพิ่งเลือกอันใหม่ล่าสุด เพราะไม่ได้การันตีว่าจะมี Support หรือไม่ และอันเดิมที่ได้รับความนิยมสูงๆ มักมีการ Support สูง

  5. อัพเดท Wordpress บ่อยๆ แต่หากเป็นระดับ Major ให้ทิ้งช่วงหน่อยนึงก่อน (ทิ้งช่วงเวลาสัก 1-2 อาทิตย์ก่อน) ที่ต้องบ่อย เพราะเพื่อแก้ไขปัญหา bug ต่างๆ และรวมถึงช่องโหว่ Security ที่สำคัญ สำหรับเหตุผลที่อย่าเพ่ิงทำทันที สำหรับ Update ระดับ Major (เช่น 4.1 ไป 4.2) เพราะอาจมีผลกระทบต่อ Plugin เดิม รอสักพักนึงก่อน รอให้ผู้ผลิต Plugin ได้อัพเดทได้ทัน

  6. การทำเว็บ ให้เน้นโฟกัสที่ประสบการณ์ ความรู้สึกดีๆของผู้ใช้งาน (User Experience) มากกว่าสิ่งที่สามารถทำได้ในเว็บ (Feature) ที่มีล้นเยอะเกิน แต่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้และหนักเว็บ

  7. เราทำเว็บไซต์ให้ “คนที่ดูเว็บเรา” พึงพอใจ ไม่ใช่ “ตัวเรา” พึงพอใจ

  8. ปัญหาหนึ่งในการเขียนบทความ (Post) คือ “เขียนไม่เสร็จ แต่ไปเริ่มเขียนอันใหม่เพิ่มอีกอัน (อันที่ไม่เสร็จเป็น Draft ซะ)” แล้วก็ทำแบบนี้ซ้ำเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดเรามีกองบทความที่เขียนไม่เสร็จจำนวนมาก วิธีแก้ไขคือการตั้งกฎให้ตัวเองว่า จะทำให้เสร็จเป็นบทความไป หากไม่เสร็จ จะไม่ขึ้นบทความใหม่

  9. เนื้อหา (Content) ที่ดี มาจากหัวใจของเราเสมอ

  10. การทำปุ่ม Share บทความ อย่าลืมปุ่มแชร์ผ่าน “Line” ด้วย ไม่ใช่เพียงแค่ Facebook และ Twitter เท่านั้น

คำแนะนำเพิ่มเติมส่งท้าย


ใครที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานนี้ ผมแนะนำให้ค้นหาผ่าน Hashtag #WCBKK ใน Google หรือใน Twitter ครับ มีคนเขียนบทความ แชร์เนื้อหาที่เกี่ยวข้องอยู่พอควรเลยครับ และนอกจากนั้นสามารถดูรายละเอียดย้อนหลังที่เว็บ https://2018.bangkok.wordcamp.org/ ได้ด้วยครับ

[h5p id="2"]

วันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

รีวิวหนังสือ StrengthsFinder 2.0 พร้อมประสบการณ์งานสัมมนาที่ได้เข้าร่วม

สวัสดีทุกคนครับ

วันนี้ผมอยากจะพูดถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่น่าสนใจมากๆในการค้นหาจุดแข็งของตนเอง หนังสือเล่มนี้ชื่อ Stengthsfinder 2.0 ครับ และตอนช่วงเปิดตัวหนังสือเล่มนี้ที่งานสัปดาห์หนังสือที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เดือนเมษายน 2017 ที่บูทได้มีโปรโมชั่น ซื้อหนังสือและลุ้นชิงโชคสัมมนาฟรีครึ่งวัน และผมก็ได้มีโอกาสเข้าร่วมสัมมนานี้ด้วย เลยอยากเอาประสบการณ์ที่ผมมี รวมกับการแนะนำหนังสือข้างล่างนี้ครับ :)

หนังสือ                    Stengthfinder 2.0


ผู้เขียน                    ทอม แรธ (Tom Rath) - Gallup


สำนักพิมพ์             Gallup Press (ภาษาไทย โดย สำนักพิมพ์เนชั่นบุ๊คส์)


หนังสือเล่มนี้พูดถึงเรื่องอะไร



  • ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาจุดแข็งและจุดอ่อน

  • คุณสมบัติจุดแข็ง 34 ประการจากงานวิจัยของหนังสือเล่มนี้ที่มีอยู่ในตัวมนุษย์แต่ละคน

  • มีแบบทดสอบเพื่อค้นหาจุดแข็ง 5 ประการหลักของแต่ละคน

หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร



  • ทุกคนที่อยากรู้จักตนเองมากขึ้นผ่านการค้นพบจุดแข็งของตัวเอง เพื่อดึงจุดแข็งไปใช้กับการทำงานได้ และใช้ต่อยอดให้เราได้มีโอกาสได้ทำสิ่งที่ถนัดที่สุดทุกๆวัน

ความรู้สึกส่วนตัวต่อหนังสือ



  • ข้อมูลในหนังสือเล่มนี้ได้ผ่านการวิจัย ศึกษา ด้านจิตวิทยาเชิงบวกมากกว่าสองถึงสามทศวรรษ ในเกือบทุกประเทศ วัฒนธรรม ตั้งแต่คนระดับล่างถึงระดับผู้บริหารระดับสูง จำนวนมากกว่า 10 ล้านคน จากที่มาของหนังสือนี้จึงรู้สึกว่า แม้ตัวหนังสืออาจมีราคาสูงอยู่พอสมควร แต่คุ้มค่าที่จะซื้อมาเพื่อรู้จักจุดแข็งของตนเอง และอยากให้ทุกคนที่เข้าสู่โลกการทำงานแล้วได้อ่านหนังสือเล่มนี้ครับ

  • อ่านแล้วช่วยให้ชัดเจนในพรสวรรค์ที่ตัวเองมีมากขึ้น

  • หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือแปลจากต่างประเทศ รูปแบบประโยคต่างๆอาจไม่เหมือนภาษาไทย เลยรู้สึกมึนบ้างเล็กน้อย


ตกผลึกสิ่งที่ได้เรียนรู้ในหนังสือเล่มนี้ประกอบกับงามสัมมนา “ปักธงพรสวรรค์เพื่อพัฒนาเป็นจุดแข็ง” ณ มหาวิทยาลัยเนชั่น เมื่อ 29 เมษายน  2017



  • พรสวรรค์ คือรูปแบบความคิด การการกระทำ ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เป็นธรรมชาติ โดยเอาไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น การโน้มน้าวใจผู้อื่น การเห็นรูปแบบความคิด ข้อมูลต่างๆ โดยเป็นตัวกรองวิธีการตอบสนองต่อสถานการณ์หนึ่งๆ ทำให้แต่ละคนมีวิธีการแสดงออกที่ไม่เหมือนกัน แม้จะว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกัน

  • พรสวรรค์ ที่ได้รับการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ จะกลายเป็นจุดแข็งของเรา

  • จุดแข็งคือ สิ่งที่เราทำซ้ำๆและได้ผลลัพธ์ออกมาดีเกือบเป็นประจำโดยเป็นธรรมชาติของเรา

  • เรา/องค์กรต้องพัฒนาและฝึกฝนจุดแข็งของเราให้ดียิ่งขึ้น อย่าเสียเวลาแก้ไขหรือกำจัดจุดอ่อน มันไม่ค่อยได้ประสิทธิภาพและไม่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป (ยกเว้น จุดอ่อนนั้นมีผลกระทบต่อจุดแข็งหรืองานหลักของเรา ว่ากันอีกที)

  • เราไม่ต้องเก่งไปซะทุกอย่างในสายตาทุกคน เน้นจุดแข็งของเราน่าจะดีกว่า ซึ่งมันทำให้เราเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นด้วย

  • หนังสือเล่มนี้ไม่ได้บอกหน้าที่การงานของเราว่าเหมาะหรือไม่เหมาะจะทำอะไร แต่บอก “รูปแบบสไตล์ความคิดการตัดสินใจ”

  • คุณสมบัติทั้ง 34 อย่างในหนังสือเล่มนี้ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่เราสามารถทำได้หรือทำไม่ได้ เช่นบางคนมีคุณสมบัติหนึ่งที่เรียกว่า Harmony (ผู้สร้างความกลมเกลียว) แปลว่าโดยธรรมชาติทั่วไปคนๆนี้มักหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง แต่คุณสมบัตินี้ไม่ได้บอกว่าคนๆจะทำงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งไม่ได้ เช่น หากคนนี้เป็นหัวหน้างานและจำเป็นต้องให้ลูกน้องออกจากงาน ก็สามารถทำได้ (อย่าลืมว่าทุกคนมีคุณสมบัติอื่นๆอยู่ในตัวด้วย ณ เวลานั้นอาจดึงคุณสมบัติอื่นๆที่มีอยู่ในตัวเราเข้ามาใช้ประกอบกับ)

  • จงเป็นตัวของตัวเอง จงใช้จุดแข็งแบบของเราให้เต็มที่ เพราะการที่เราจะพบคนที่มีคุณสมบัติเดียวกันกับเรา 5 อย่าง (ไม่สนใจลำดับ) คือ 1 ใน 278,000


ข้อมูลเพิ่มเติม



  • หากใครสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ StrengthsFinder ผมอยากแนะนำลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ https://www.slideshare.net/coachkrieng/ch-amp-handout-text (เอกสาร ChAMP Mentee Workshop โดย โค้ชเกรียงศักดิ์ นรัติพัฒนะศัย ดูที่หน้า 6 – 54) ขอขอบคุณเจ้าของข้อมูลมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

รีวิวหนังสือ ไม่ต้องชอบขี้หน้า ก็ทำงานด้วยกันได้

หนังสือ        ไม่ต้องชอบขี้หน้า ก็ทำงานด้วยกันได้
ผู้เขียน         ฮิโรมิ ยามาซากิ (Hiromi Yamasaki)
ผู้แปล          สกล โสภิตอาชาศักดิ์
สำนักพิมพ์  Move Publishing



หนังสือเล่มนี้พูดถึงเรื่องอะไร



  • ปัญหาและวิธีการสื่อสารในที่ทำงาน

  • รูปแบบพฤติกรรมการสื่อสารของตนเอง และความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้ขณะสื่อสาร

หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร



  • ทุกคนที่ต้องทำงานและสื่อสารกับคนอื่นๆ

  • ผู้ที่มีปัญหาการสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน

  • ผู้ที่อยากทบทวนถึงวิธีการสื่อสารของเราต่อผู้อื่น

  • มีแบบฝึกหัดบางส่วนในเล่ม ที่เหมาะกับผู้ที่อยากค้นพบจุดแข็งและจุดอ่อนให้มากขึ้น

ความรู้สึกส่วนตัวต่อหนังสือ



  • เป็นหนังสือที่ดีเล่มหนึ่ง ที่พูดถึงปัญหาที่เชื่อว่าหลายๆคนได้พบเจอในที่ทำงานคือ ปัญหาเรื่องการสื่อสาร และอาจจะเจอคนที่เรารู้สึกว่าไม่ถูกโชคชะตากัน

  • หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีแต่ทฤษฎีเท่านั้น แต่มีแบบฝึกหัดที่ทำให้รู้จักตนเอง มีบทสัมภาษณ์บุคคลที่นำหลักการจากหนังสือเล่มนี้ไปใช้

  • หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีแต่ตัวอักษรล้วนๆ มีตาราง การ์ตูน แผนภาพ และสรุปท้ายบทแบบสั้นๆ ประกอบตลอดหนังสือเล่มนี้ ชวนดึงดูด น่าสนใจ

  • เหมาะสำหรับอ่านเพื่อพัฒนาตัวเองดีครับ เรื่องที่รู้สึกแตะต้องใจหลังอ่านจบคือเรื่องความโกรธ เพราะไม่ค่อยมีหนังสือเล่มไหนที่เขียนเรื่องความโกรธไว้มากนัก (จากประสบการณ์เท่าที่อ่านเจอ :p)



ข้อความที่ผมชอบบางส่วนหรืออยากแบ่งปัน


** ผมดึงมาบางส่วนให้ทุกคนได้อ่านกันครับ อาจมีปรับคำพูดหรือใส่เนื้อหาเพิ่มเติมลงไปบ้าง

บทที่ 1 ทุกคนมีรูปแบบพฤติกรรมต่างกัน



  • แต่ละคนมีรูปแบบพฤติกรรมต่างกันเช่น หากแบ่งคนตามความคิดแบบกว้างๆ อาจแบ่งคนได้เป็น 2 กลุ่ม คือ คนที่มีความคิดแบบวางอนาคต และ ความคิดแบบอยู่กับปัจจุบัน

  • ไม่มีรูปแบบความคิดไหนถูกหรือผิด อันไหนดีกว่าอันไหน การที่เรารู้รูปแบบต่างๆจะทำให้เราเข้าใจถึงเบื้องหลังของการแสดงออกถึงพฤติกรรมหนึ่งๆได้

บทที่ 2 ความสบายใจทำให้มนุษย์ก้าวไปข้างหน้า



  • ทุกคนมีพรสวรรค์ เราต้องบอกให้คนที่อยู่รอบตัวเรารู้และยอมรับสิ่งนั้น

  • สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์ คือการที่มีคนรับรู้ว่าเรามีตัวตนอยู่ และยอมรับในตัวตนของเรา

  • การยอมรับในตัวตนของอีกฝ่าย เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์

  • สิ่งแรกในการยอมรับตัวตนของอีกฝ่าย คือการบอกให้อีกฝ่ายได้รับรู้ว่า เราเป็นกำลังใจให้เสมอ เช่นคำพูดที่ทำให้อีกฝ่ายสัมผัสได้ว่าเราเป็นห่วงเขาด้วยใจจริง

  • สิ่งสำคัญสำหรับหัวหน้าที่ดี คือการดูการทำงานระหว่างทาง (Process) และบอกให้เจ้าตัวรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงและการเติบโตของตนเอง แม้อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับผลลัพธ์ของผลงานโดยตรงก็ตาม

  • ผู้นำที่ดีจะต้องหา “อะไรบางอย่าง” (ความสามารถที่ซ่อนอยู่) ของลูกน้องให้เจอ และทำให้มันเปล่งแสงออกมาให้ได้

  • เทคนิคการขอบคุณคือ >> “ขอบคุณ” + ทำอะไร + เกิดคุณค่าอะไร” เช่น “ขอบคุณที่เตรียมเอกสารให้นะ เข้าใจง่ายมากเลย การนำเสนอเป็นไปได้สวย”

บทที่ 3 รู้จักใช้จุดแข็งเพิ่มพลังของทีมเวิร์ค



  • คำว่า “คนดี คนไม่ดี” ที่เรามักจะพูดกันบ่อยๆ จริงๆแล้วหมายถึง “คนที่เรา(รู้สึก)โอเคและคนที่เรา(รู้สึก)ไม่โอเค” เท่านั้นเอง

  • ในการทำงานเป็นทีม เราควรบอกข้อดีและประโยชน์ของการที่มีคนนั้นๆกับสมาชิกในทีมเรา (การชมคนหนึ่งผ่านอีกคน จะยิ่งได้ผลมากขึ้น)

  • จุดแข็ง หมายถึงสิ่งที่เราทำได้ตามปกติตามรูปแบบที่เรามี

  • เวลาเรานึกถึงจุดแข็ง เราอาจจะนึกไม่ออก ให้ถามคนอื่น หรือเมื่อเวลาคนอื่นชมเรา ให้เจาะลงรายละเอียด เช่น “ที่ชมเราเมื่อกี้ ยกตัวอย่างหน่อย ว่าชอบตรงไหนบ้าง”

  • สิ่งที่เราคิดว่าเป็นจุดอ่อน อาจเป็นจุดแข็งก็ได้

  • การที่คนมีนิสัยที่ต่างกัน คอยเสริมจุดอ่อนให้กันและกัน ยอมรับจุดแข็งของกันและกัน และมีเป้าหมายเดียวกัน จะทำให้งานสำเร็จยิ่งขึ้นทวีคูณ

  • จุดอ่อน เป็นสิ่งที่เราชอบมอง บางครั้งเราชอบมองส่วนที่ไม่สมบูรณ์ มากกว่าส่วนอื่นที่มันสมบูรณ์

  • เราไม่ควรไปสนใจ “ส่วนที่ขาด” แค่ยอมรับว่าเรามี “ส่วนที่ขาด” ก็พอ และเรานำเอาจุดอ่อนของเรามาเปิดเผยในทีมการทำงาน เพื่อพึ่งพา ให้ผู้อื่นช่วยเหลือในส่วนนั้นได้


บทที่ 4  โอกาสเปิดกว้างขึ้นได้ด้วยการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น



  • เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับความสัมพันธ์กับคนรอบตัว หลายๆครั้งเกิดจากการที่เรา “คิดเองเออเอง” เราสร้างระยะห่างเอง ดังนั้นอย่ามโนด่วนสรุปไปเอง

  • หากมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ อย่าคิดเองเออเอง ให้ถามตัวเองว่า “นี่มันคือความจริง หรือเราคิดด้านลบไปเอง” และสามารถถามเจ้าตัวตรงๆได้

  • อย่าคิดไปก่อนว่าเขาจะปฏิเสธเรา เพราะคนที่ให้คำตอบคือคนอีกฝ่ายหนึ่ง อย่าคิดเอง

  • ใช้กฎ “Yes and” เวลาที่เราที่ไม่เห็นด้วยกับอีกฝ่าย เขาจะฟังมากขึ้น >> “ใช่” + รับรองความรู้สึกและขอบคุณก่อน และให้คำแนะนำต่อ

บทที่ 5  อยู่กับอารมณ์ความรู้สึกให้เป็น



  • อารมณ์โกรธเป็นพลังงานที่ยิ่งใหญ่และเปลี่ยนแปลงโลกได้ คิดว่าความโกรธเป็นวายร้าย แต่ควรอยู่กับความโกรธให้เป็น

  • สาเหตุของความโกรธมาจากตัวของอีกฝ่ายหนึ่งเอง ดังนั้นเราจึงไม่ต้องโทษตัวเองเวลาอีกฝ่ายหนึ่งโกรธ

  • แม้จะเป็นสถานการณ์เดียวกัน ก็จะมีทั้งคนที่โกรธและไม่โกรธต่อสถานการณ์นั้นๆ และอาจเป็นตัวเราเองที่โกรธ หรืออีกฝ่ายที่โกรธก็ได้

  • ความโกรธเป็นการตอบสนองต่อคำพูดหรือการกระทำของเราโดยอัตโนมัติ

  • ความโกรธเป็นปัญหาของอีกฝ่าย เราต้องแยกให้ออก จะได้ไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากพลังงานลบนั้น

  • ความโกรธจริงๆแล้วเป็นเพียงอารมณ์รอง (อารมณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นมาทันที) เท่านั้น ส่วนอารมณ์หลัก (อารมณ์ที่แท้จริง) ที่ซ่อนไว้อยู่ เช่น ความคาดหวัง ความเศร้า ความกังวล

  • เวลาเราจัดการกับความโกรธ ให้เราจัดการกับอารมณ์หลัก ไม่ใช่การกดอารมณ์โกรธลง

  • เรามักจะโกรธกับคนที่อยู่ใกล้ตัวเรา มากกว่าคนที่เราไม่ค่อยรู้จัก

  • วิธีจัดการกับความล้มเหลว ให้ยอมรับในความรู้สึกของตัวเอง ตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรต่อ (ไม่ใช่ “ทำไมถึงต้องเกิดขึ้นด้วย”) และมองเหตุการณ์นั้นไปในทางบวก

บทที่ 6  อยู่กับตัวเอง ณ ปัจจุบันให้เป็น



  • คนที่ทำงานได้ดีจะมีสิ่งที่เหมือนๆกัน คือ ไม่โทษสิ่งแวดล้อมและโทษผู้อื่น

  • สำหรับคนที่ยังหาไม่เจอว่าอยากทำงานอะไร แนะนำให้ลองทำดูก่อนไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เพราะเราจะได้เห็นและเข้าใจผ่านประสบการณ์

วันพฤหัสบดีที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

รีวิวหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ


โดย อานนทวงศ์ มฤคพิทักษ์


สำนักพิมพ์ อะไรเอ่ย






หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับอะไร


เรื่องราวชีวิตการทำงาน ทั้งในแง่ของทัศนคติที่ควรมีในการทำงาน รวมทั้งวิธีการปฏิบัติงาน เช่นการวางแผนเรียงลำดับความสำคัญ วิธีการทำ PowerPoint ที่ถูกวิธี การประชุมเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเรื่องของชีวิตมนุษย์

หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร


ทุกคนที่อยู่ในโลกของการทำงาน อ่านชิวๆ แต่ได้ประโยชน์เยอะมาก


ความรู้สึกส่วนตัวต่อหนังสือ


    • ปกติก่อนที่จะซื้อหนังสือแนวพัฒนาตนเอง ผมจะต้องใช้เวลาดูหรือหาเหตุผลที่ต้องซื้อมารองรับ เพราะหลายเล่มๆจะที่บอกว่าทำแบบโน้น คิดแบบนั้น อะไรแบบนี้ ซึ่งผมมองว่าว่ามันดูตื้นๆเกินไป มันเป็นสิ่งที่คนทั่วไปรู้อยู่แล้ว แต่พอเจอหนังสือเล่มนี้ ผมรู้สึกชอบมัน ทั้งหน้าปกที่โดน การออกแบบหนังสือ สีที่ใช้ ถูกสเป๊คผมดี และเมื่อเปิดๆดู ผมรู้สึกชอบหลายอย่าง และรู้สึกน่าสนใจ

    • เมื่อได้อ่านดูจริงๆแล้ว รู้สึกได้ว่าเนื้อหาเหมาะกับคนทำงานมากๆ ตั้งแต่บทแรกๆเกี่ยวกับการปรับ Mindset ของที่ทำงาน งานประจำไม่ได้เป็นเรื่องแย่ๆเสมอไป (มีคนหลายคนเหมาะกับการทำงานประจำมากกว่า) และรวมถึงบทต่อมาๆที่ได้แนะนำ Tools หรือวิธีการเจ๋งๆในการทำงานหลายๆอย่าง เช่น กฎ 2 นาที เป็นกฎที่ว่าด้วยการจัดการงานเล็กๆน้อยๆใช้เสร็จ ซึ่งผมพยายามใช้อยู่แล้วมันเวิร์คมากกกกกกก และก็ เทคนิค FV ที่ช่วยให้เราทำงานตาม To Do List ที่เราวางแผนไว้ โดยที่คำนึงความพร้อมของจิตใจ ทำให้รู้สึกโอเคในการทำงานตาม To Do List ตามปกติ

    • เมื่ออ่านจบ อาจจะไม่ได้เกิดความรู้สึกอยากไปทำงานวันจันทร์ ตามชื่อหนังสือ แต่เนื้อหาข้างในก็เป็นไปด้วยสาระที่เกี่ยวข้องกับชีวิตการทำงานมากมาย

    • (แก้ไขบทความวันที่ 6 ธันวาคม 2561) เป็นความผิดพลาดของผมเองครับที่ใส่ที่อยู่เว็บผิด (ผมพลาดพิมพ์ที่อยู่เว็บโดยที่อักษรพิมพ์ใหญ่พิมพ์เล็กไม่ตรงตามหนังสือ) ผมลองเช็คดูแล้วลิงค์ยังใช้ได้อยู่ครับ ดังนั้นข้อความด้านหลังที่ผมเขียนอยู่แต่เดิมจึงเป็นความผิดพลาดของผมเอง ขออภัยทุกท่านด้วยครับผม   แต่อย่างไรก็ตาม เนื้อหาในหนังสือมีข้อที่น่าสังเกตอยู่เล็กน้อยคือ มีส่วนหนึ่งที่คัดลอกบทความจาก Blog ของผู้เขียน (https://www.facebook.com/anontawongblog/) แล้วปรับปรุงใหม่ อันนี้ผมโอเคนะ เป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ที่ผมรู้สึกไม่โอเคคือ บางเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้มีไฟล์ทีต้องดาวน์โหลดผ่านเว็บไซต์ แต่คาดว่าลิงค์หมดอายุและไม่ได้อัพเดท ทำให้ดาวน์โหลดไม่ได้ เสียอยู่ตรงนี้แหละ แต่หากไม่มองตรงนี้ ภาพรวมหนังสือผมว่าโอเคเลย

วันจันทร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2561

สรุปบรรยาย "แค่คิด...ชีวิตก็พลิกแล้ว" โดย พี่เอ๋ (นิ้วกลม)

ข้อความด้านล่างนี้ ผมสรุปขึ้นมาจากงานบรรยายหัวข้อ "แค่คิด...ชีวิตก็พลิกแล้ว" โดยคุณสราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ (พี่เอ๋ หรือนามปากกา นิ้วกลม)  ณ วันที่ 21 มีนาคม 2556 ม. เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ลองมาดูกันครับว่ามีข้อคิดอะไรดีๆบ้างจากงานนี้ :)


สรุปบรรยาย "แค่คิด...ชีวิตก็พลิกแล้ว" โดย พี่เอ๋ (นิ้วกลม)



  • เราอ่านหนังสือไม่ได้เพื่อให้เชื่อมัน แต่เป็นการเอาสมองของเค้ามาพิจารณาใส่สมองเรา

  • "ความสำเร็จ" มีความหมายต่างจาก "ความสมบูรณ์แบบ" (ชีวิตมหาวิทยาลัย เราทำ"ความฝัน" เพื่อ"ความสำเร็จ"ไม่ใช่เพื่อ"ความสมบูรณ์แบบ" ...ถ้าเรารอให้สมบูรณ์แบบ เราจะกลัวที่จะทำมัน และความฝันก็จบตรงนั้น)

  • ช่วงชีวิตมหาวิทยาลัยมีข้อดีอย่างหนึ่งคือ ไม่ต้องคิดเรื่องตังค์มากเท่าผู้ใหญ่ เราเลยทำอะไรตามความฝันได้ง่าย (ฝันอยากทำอะไรก็ทำได้เลย!)

  • เราลองยื่นเสนอความฝันของเราให้คนอื่นดู คนส่วนหนึ่งอาจไม่เห็นด้วย แต่หากเราพบคนๆหนึ่งพูดแนวๆว่า "ดีนะ แต่อาจต้องปรับตรงนู้นตรงนี้หน่อย" ให้เราเก็บคนๆนี้ไว้ (ความฝันมันเปราะง่ายต้องหาคนคอยสนับสนุน) ส่วนคนที่คอยเหยียบความฝันเรา พูดแนวๆว่า "มันจะเป็นไปได้หรอวะ" ก็อย่าอยู่ใกล้บ่อย/เยอะ

  • พี่เอ๋เขียนหนังสือเพราะ "ความสุข" ไม่แคร์ว่าใครอ่านกี่คนหรือยังไง

  • เมื่อเราก้าวขั้นบันไดขั้นแรก เราอาจไม่เห็นปลายทางสิ้นสุดหรอกว่าเป็นยังไง แต่ถ้าหากไม่ก้าว เราจะเห็นทางต่อได้ยังไงล่ะ? สำคัญมากที่ต้องกล้าก้าวก่อน เราไม่รู้หรอกว่าเมื่อเราเกินตามความฝัน ทางจะเป็นยังไงต่อ แต่หากไม่ยอมก้าว เราก็ไม่รู้ต่อไปว่าจะไปไหน

  • เมื่อมีโอกาสก็ทำเถอะ ดีกว่านึกย้อนหลังเสียใจว่า "ตอนนั้นทำไมเราไม่ทำวะ"

  • ชีวิตวัยมหาวิทยาลัย เราอยากทำโน่นทำนี่ แต่เราโดนกรอบ/คำสั่งตีเอาไว้ เราเลยไม่ได้ทำ เช่นเราต้องทำโปรเจคเพื่อสอบ เพื่อเกรด... แต่อย่างไรก็ตาม "ความอยากที่ไม่ได้ถูกใครโปรแกรมให้เรา" (เป็นความชอบและความอยากทำบางอย่างโดยไม่ถูกสั่ง) เป็นสิ่งที่สำคัญ บางทีไม่รู้ทำไมอยากทำ ทำแล้วมีความสุข

  • เวลาที่คนเราใกล้ธรรมะที่สุด มักเป็นเวลาที่เราเศร้าที่สุด >> ทุกสิ่งมีการเปลี่ยนแปลง ชื่อเสียง เกียรติยศ เงิน >> เราไม่ใช่ศูนย์กลางจักรวาล เราควรดำเนินชีวิตตามโลกและสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เราไม่ใช่คนบงการโลกทั้งหมด

  • ชีวิตเป็นการเลือกเส้นทางตลอด เช่นไปทางซ้ายหรือขวา

  • เมื่อเจอ "ความคิดคู่ขนาน" หมายถึงการตัดสินใจที่เป็นคู่ๆ เช่น "ผิด/ถูก" "ชาย/หญิง" "นายa/นายb" เป็นรูปแบบทางเลือกAหรือB ให้เราเลือกC เพราะเป็นทางเลือกใหม่ ซึ่งCสามารถเป็นได้ล้านๆคำตอบ (ชีวิตเราไม่ได้มีแค่1หรือ2 AหรือB สองทางเลือก) เช่นในการแบ่งประเภทของสัตว์ ในอดีตมีคนจีนแบ่งสัตว์ออกเป็น60ประเภท เช่น สัตว์ที่ทำแจกันแตก (แมว กระรอก) ซึ่งเป็นการแบ่งประเภทสัตว์แบบC (แทนที่จะแบ่งตามไฟลัม สปีชีย์ที่เรารู้จักกัน)

  • สลายความยึดติดของเราออก เราจะเห็นโลกอีกใบนึง

  • การตั้งโจทย์ "จงออกแบบประตูหนึ่งบาน" ต่างกับ "จงออกแบบทางเข้า" --- วิธีคิดที่แตกต่างทำให้ชีวิตสนุก เราจะตั้งคำถามว่าทำไมต้องเป็นแบบนี้/จำเป็นต้องเป็นแบบนี้หรอ ฯลฯ และสนุกกับมัน ซึ่งก็คือความคิดสร้างสรรค์นี่เอง





  • "จงตั้งคำถามกับทุกสิ่ง" – ไอน์สไตน์

  • การทำรายงานส่งต้องอยู่ในรูปแบบกระดาษ A4 ทุกครั้งหรอ?

  • การสร้างสรรค์มี 2 แบบ สร้างสรรค์สิ่งที่คนยังไม่ได้ทำ 2. สร้างสรรค์สิ่งที่เค้าไม่ทำกัน (เช่น ทำไมต้องใส่เสื้อล่ะ แก้ผ้าเดินเลย) ...โลกจะตัดสินเองว่าเป็นการสร้างสรรค์ที่ ok เปล่า ต้องดูถูกผิดดีชั่วศีลธรรมด้วย

  • การคิดบวกไม่ใช่การหลอกตัวเอง เป็นการมองเห็นโอกาส/เส้นทาง ไม่ว่าสถานการณ์แบบไหนก็ยังมีสิ่งที่ดีอยู่ (แต่ตัวปัญหาก็ต้องแก้)

  • ชีวิตเราเหมือนตอนโดดหอ ร.ด. แหละ เมื่ออยู่จุดบนสุด มองลงไปข้างล่างก็เสียว เรามี 2 ทางเลือก โดดไม่โดด ถ้าเราโดด เราก็ไม่รู้จะเป็นยังไงต่อไป แต่ถ้าผ่านไปได้ก็โอเค ...ที่สำคัญเมื่อเวลาผ่านไป เราอาจไม่มีโอกาสได้โดดอีกก็เป็นได้

  • ถ้าเราไม่ทำบางอย่าง เราอาจสงสัยไปตลอดชีวิต "รู้งี้น่าทำ"

  • ถ้าเราเจอ "ก้าวแรก" บ่อยๆ เราจะกลัวน้อยลง (ก้าวแรกของเรามีเยอะแยะ ทำงานครั้งแรก เป็นหัวหน้าครั้งแรก ลูกคนแรก ฯลฯ)

  • ชีวิตคือการทดลอง มีความสำเร็จและล้มเหลวเท่าๆกัน การทดลองไม่ตายหรอก ทำไปเหอะ บางทีอาจไม่น่ากลัวอย่างที่คิด เรากลัวไปเองเปล่า?

  • ที่บริษัท Office ต้องการคนเคยล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ใช่คนที่เป็นอันดับ 1 ประสบความสำเร็จมาตลอด เพราะหากคนอันดับ 1 เกิดล้มเหลว จะทำอะไรไม่ถูก ช็อค ขณะคนที่เคยล้มเหลวรู้ว่าควรทำยังไง

  • คำถามน่าสนใจตอนสัมภาษณ์ 1. สิ่งที่คุณเคยล้มเหลวที่สุดในชีวิตคือ? 2. คุณผ่านมาได้ยังไง?

  • คนที่ไม่ได้อยู่ตามเกณฑ์ตัดสินตามมาตรฐานสังคม...ใครๆก็ประสบความเร็จได้

  • การล้มเหลวในการเรียน สะท้อนอะไรบางอย่างเช่นโลกทั้งใบคือ 1.โรงเรียน ชีวิตเป็นการเรียนรู้ผ่านสิ่งต่างๆที่เข้ามาในชีวิต การเรียนไม่ใช่แค่เกรด เราเรียนรู้ตลอดชีวิต (แม้จบมหาลัยแล้วก็ตาม เราต้องเรียนในทุกสถานการณ์ในชีวิตอยู่แล้ว) อันนี้โอเค 2. คนนี้ไม่เอาอะไรเลย เรียนในห้องยังไม่เอา

  • การเรียนไม่ใช่เป็นการเอาใจอาจารย์หรือ block ความคิดทำตามอาจารย์ ทำตามโจทย์แล้วส่ง (ซึ่งจะได้ปั้มพิมพ์เดียวกัน) แต่ตรงข้าม เป็นการเถียงอาจารย์ ท้าทาย เหตุผล ตั้งคำถาม เช่น "เรื่องนี้จำเป็นต้องเป็นแบบนี้หรอ" เช่น ประตูร้านขายเสื้อจำเป็นต้องสูง 2 เมตรเสมอหรอ เป็นประตูเตี้ยๆไม่ได้หรอ? อาจเปนประตูสำหรับร้านขายเสื้อให้หมา หรือเป็นประตูที่ออกแบบพิเศษเป็นกลยุทธการตลาดอย่างหนึ่งหลอกล่ออยากให้ลูกค้าเข้ามาดูข้างในเพราะสงสัย ก็เป็นได้

  • เมื่อชีวิตเราตัดสินใจเลี้ยวขวา ไม่ใช่การเลี้ยวขวาแล้วทิ้งยาวตลอดนิ ชีวิตเรามีทางเลือกอีกก็ได้

  • ความสำเร็จอาจไม่มีความสุข แต่คนมีความสุขคือคนที่มีความสำเร็จ ฉะนั้นไม่ได้แปลว่ามีเงินทองแล้วจะประสบความสำเร็จเสมอไป มีเวลากับคนอื่น ทำสิ่งที่เราชอบ ประโยชน์ต่อคนอื่นๆเป็นสิ่งที่ประสบความสำเร็จมากกว่า









  • ความรัก ...พลังแห่งความรัก (ทุ่มสุดตัวเพื่อใครบางคน) ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับคน เกิดขึ้นกับงานก็ได้ เราทำงานที่เรารัก ถึงเหนื่อยแต่ก็happy รักให้จริง อย่าท้อ (กัดแล้วอย่าปล่อย)

  • ทุกคนเคยล้มเหลวอยู่แล้ว คนฉลาดคือคนที่สรุปบทเรียนมาใช้

  • เด็กไทยถูกตี/ฝึกอยู่ในกรอบตั้งแต่เด็ก - designerไทย เลยคิดไอเดียไม่ออก ยึดติดโลกเดิมๆ - เราต้องออกจากโลกใบเดิม เช่นลองเดินทางไปที่ๆเราไม่เคยไป

  • มีคำกล่าวว่า เราเข้าโรงเรียนด้วยเครื่องหมาย ? (สงสัย อยากรู้) แต่เราออกจากโรงเรียนด้วยเครื่องหมาย fullstop (จบ หยุด โดนbreakความคิด)

  • ความคิดที่สดใหม่ทุกอย่างมาใน 15 นาทีแรกเท่านั้น หลังจากนั้นจะเริ่มตัน ดังนั้นเวลา list idea ต่างให้ list ออกมาให้หมดหัวในช่วง 15 นาทีแรกของการทำงาน

  • ชีวิตเป็นส่วนผสมของความน่าเบื่อและความน่าสนใจ แต่ชีวิตที่น่าสนใจคือคนทำเรื่องน่าเบื่อให้น่าสนใจได้ ...บางทีสิ่งที่น่าเบื่อจะหล่อมหลอมเราให้ประสบความสำเร็จ เหมือนการฟิตซ้อมร่างกายที่สนามที่ใครก็ว่าน่าเบื่อ แต่เมื่อซ้อมเยอะๆ เจ็บเยอะๆ เวลาแข่งจริงเราก็ชนะ

  • อย่าเชื่อมั่นในตนเองจนไม่ฟังใครเลย ไม่ฟัง comment ใครเลย (เมื่อเราเสนอ idea แปลกๆให้สัก 10 คน ก็น่าจะมีคนพอเห็นด้วยสักคนหน่า) การcommentของคนอื่นจะช่วยให้มีมุมมองอื่นๆเพิ่มขึ้น ดูว่าพอเป็นไปได้ในโลกจริงเปล่า

  • ณ นาทีนี้อยากทำอะไรทำเลย แล้วเรียนรู้จากมัน มีความสุขที่สุด ไม่ได้ต้องแคร์ความสำเร็จ "ทำ เรียนรู้" ไปเรื่อยๆๆๆๆๆๆ เดี๋ยวก้อสำเร็จเอง ...แต่เราทำยังเหอะ?

  • ชีวิตคือการเดินทาง = เรียนรู้ทุกก้าวของชีวิต ทุกๆวัน ทุกๆสิ่งรอบตัว เรียนรู้ได้หม

  • ความสุขของการให้ เป็นความสุขของคนที่มัวถามแต่เงินเดือนไม่มีวันได้

  • สิ่งที่เราทำไป แม้เราทำได้ดีมากได้เงินเยอะ แต่สักวันนึงในชีวิต เราจะถามตัวเองว่า "สิ่งที่เราทำ ทำเพื่ออะไร?" ให้หาคำตอบให้เจอ

  • เนื้อหาทั้งหมดที่พูดมา ให้ตั้งแง่ว่าไม่จริงหรอก ลองตั้งคำถาม ลองพบประสบการณ์ตรงเองและเราเรียนรู้เอง

วันอาทิตย์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2561

บันทึกประสบการณ์ การเรียนและสอบเพื่อทำใบขับขี่ที่โรงเรียนกรมขนส่งทางบก จตุจักร

บันทึกประสบการณ์ การเรียนและการสอบเพื่อทำใบขับขี่ที่โรงเรียนกรมขนส่งทางบก จตุจักร


เมื่อครั้งหนึ่งผมได้ทำใบขับขี่ และผมนำประสบการณ์ทั้งหมดเขียนอยู่ในเว็บ blog ซึ่งปัจจุบันปิดไปเรียบร้อยแล้ว   แต่ตอนนี้ผมเปิด blog ใหม่อีกครั้งหนึ่ง จึงอยากเอาข้อมูลนี้มาลงอีกครั้งหนึ่ง ข้อมูลบางอย่างอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาบ้าง แต่ประสบการณ์หลักๆคงไม่เปลี่ยนมากนัก

เนื้อหาทั้งหมดปิดต้นฉบับวันที่ 25 สิงหาคม 2557 ประกอบไปด้วย

ตอนที่ 1 – การไปสมัครเรียนที่โรงเรียนสอนขับรถ กรมขนส่งทางบก จตุจักร
ตอนที่ 2 – การเรียนภาคทฤษฎี (บรรยาย) 4 ชั่วโมง
ตอนที่ 3 – การเรียนภาคปฏิบัติ (ขับรถ) 9 ชั่วโมง
ตอนที่ 4 – กลับบ้านหลังเรียนเสร็จ
ตอนที่ 5 – การสอบข้อเขียน
ตอนที่ 6 – การสอบปฏิบัติ
ตอนที่ 7 – มาทำใบขับขี่กัน
ตอนที่ 8 – บทส่งท้าย & ข้อดีและข้อสังเกต
ตอนที่ 9 – (แถม) ลองออกไปขับรถจริงๆกันเถอะ!
ภาคผนวก ก – เอกสารการสมัครเรียนที่หน้าเคาเตอร์ของทางโรงเรียน

ผมตั้งใจเขียนไดอารี่นี้มาก หนา 30หน้า พร้อมภาพประกอบ หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกคนนะครับ :)

ผมขอเอาตอนที่ 1 มาลงเป็นตัวอย่างนะครับ ใครที่อยากติดตามบทต่อไปให้ดาวน์โหลดไฟล์ที่อยู่ล่างสุดของหน้านี้ไปอ่านได้ต่อเลยครับ คลิกที่นี่เพื่อเลื่อนไปด้านล่างเพื่อดาวน์โหลด


ตอนที่ 1การไปสมัครเรียนที่โรงเรียนสอนขับรถ กรมขนส่งทางบก จตุจักร


ศูนย์สอนขับรถและพัฒนาศักยภาพผู้ขับขี่ กรมขนส่งทางบก


เป็นโรงเรียนที่สอนขับรถสำหรับคนที่ขับไม่เป็นครับ ตั้งอยู่ด้านหลังหลังกรมขนส่งทางบก จตุจักร ซึ่งผมลองเลือกเรียนที่นี่ (แม้จะไกลบ้านผมมากๆ ><” ) ด้วยเหตุผลใหญ่ๆ 2 อย่างด้วยกัน

  1. น่าจะการันตีคุณภาพการสอน เพราะเป็นถึงระดับ กรมขนส่งทางบก

  2. ทำใบขับขี่ได้ไม่ยาก (เรียนเสร็จ สอบผ่านปุ้บ ทำใบขับขี่ได้เลย)

นี่เป็นภาพด้านหน้าของโรงเรียนครับ



หน้าโรงเรียน


การเตรียมตัวไปสมัครเรียน


รายละเอียดการสมัครดูได้ตาม URL นี้เลยครับ  http://www.dlt.go.th/th/index.php?option=com_content&view=article&id=2733:2011-06-20-06-49-40&catid=125:2011-06-20-06-49-02&Itemid=88(ถ้าดาวน์โหลดเนื้อหานี้เป็นไฟล์ pdf ผมแนบเนื้อหานี้ใน “ภาคผนวก ก. เอกสารการสมัครเรียนที่หน้าเคาเตอร์ของทางโรงเรียน” ครับ)

เมื่อลองอ่านเรียบร้อยแล้ว ผมขอเพิ่มข้อมูลบางส่วนให้กับทุกๆคนดังนี้ครับ

  • ปกติทางกรมจะให้เอารถของเรามาเรียนเองครับ แต่ในกรณีที่เราจะเช่ารถ ก็มีรถยนต์ให้เช่า ราคา 2700 บาท โดยจ่ายเงินตอนเจออาจารย์ผู้สอนภาคปฏิบัติครั้งแรกในวันฟังบรรยาย ถ้าเราต้องการรถเช่า ติดต่อแจ้งตอนสมัครเรียนได้ครับ

  • ไม่รับรูปถ่าย 1 นิ้ว 4 รูปที่ Print บนกระดาษ (พูดตรงๆเลยว่า รูปถ่ายทางการที่อัดจากร้านถ่ายรูป มันแพง เลยแอบลองPrintบนกระดาษไป เผื่อใช้ได้ แล้วโดนทางเจ้าหน้าที่ตีกลับ ต้องไปถ่ายรูปใหม่ T_T)

    • ในกรณีที่ต้องไปถ่ายรูปใหม่ ให้ถ่ายไปที่อาคาร 4 ครับ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับโรงเรียน อยู่ฝั่งกรมขนส่งทางบก
       

  • การเรียนมี 2 ส่วนคือภาคทฤษฎี (ฟังบรรยาย 4 ชม.) และภาคปฏิบัติ (ฝึกขับรถ 9 ชม.) อย่างไรก็ตามเนื่องจากว่ามีคนสมัครเยอะแต่มีอาจารย์น้อย และรับได้จำนวนจำกัด ทำให้ต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะได้เรียนเช่น สมัครเดือนมิถุนายน อาจได้อบรมประมาณกรกฎาคม ได้ขับรถจริงก็อาจจะช่วงสิงหาคม เป็นต้น

การเดินทางไป


ผมไปด้วยรถไฟฟ้า BTS ลงสถานีหมอชิต ออกประตู2 ครับ หลังลงบันได เดินไปข้างหน้านิดนึงจะมีวินมอเตอร์ไซค์ บอกเค้าว่าไป “โรงเรียนสอนขับรถฯ” ราคา 20 บาท เค้าก็จะพาส่งไปถึงหน้าโรงเรียนเลย แต่ถ้าเราไม่รีบ หลังลงบันไดรถไฟฟ้าให้เดินตรงมาเรื่อยๆครับ จะเห็นทางเข้ากรมขนส่งทางบก ให้เราเดินเข้าไปเลยครับ



เมื่อเดินเข้ามา จะเห็นทางถนนที่ยาวมากๆ ให้เราเดินเข้ามาจนสุดทางเลยครับ
 

เมื่อเดินจนสุดแล้ว ให้เดินไปทางขวา และซ้าย แล้วออกประตูข้างหลัง จะเห็นโรงเรียนสอนขับรถครับ (อาคาร 8 ก็อยู่ที่นั่น) ใช้เวลาประมาณ10-20นาที ในการเดินมาจากรถไฟฟ้าครับ


การยื่นใบสมัครและทดสอบสมรรถภาพของร่างกาย


เมื่อถึงโรงเรียน ให้เข้าอาคาร 8 ยื่นเอกสารให้ทางเจ้าหน้าที่เลยครับ

 

เมื่อยื่นเอกสารแล้ว ทางเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบ และถ้าเอกสารทุกอย่างผ่าน เราก็ชำระเงินค่าเล่าเรียน ค่าประกันอุปกรณ์ต่างๆ แล้วทางเจ้าหน้าที่จะให้เราเข้าห้องทดสอบสมรรถภาพของร่างกายครับ



บรรยากาศในห้องนั้นเงียบกริบและแอร์เย็บเฉียบ มีการทดสอบ 4 อย่างด้านใน

  1. ทดสอบบอกสีสัญญาณจราจร

หน้าที่ของเราคือบอกว่าไฟที่ปรากฏบนสัญญาณไฟจราจรมีสีอะไร ซึ่งมีแค่ 3 สีคือ แดง เหลือง เขียว ตรงตามตำแหน่งสัญญาณไฟจราจร

  1. ทดสอบบอกสีที่ปรากฏบริเวณขอบตาด้านซ้ายและขวา

หน้าที่ของเราคือ ให้เรานั่ง เอาคางวางไว้บนอุปกรณ์ แล้วมองไปข้างหน้า จากนั้นให้บอกสีที่ปรากฏตรงขอบตาครับ  สีที่ขึ้นมาจะเป็นสี แดง เหลือง เขียว เช่นกัน ไม่มีสีอื่นนะครับ ระวังจะเป็นแบบผม
อาจารย์          เห็นสีอะไรบอกทันทีเลยนะครับ

ผม                (หลังจากเห็นแว้บแรกแล้วตอบทันที) สีชมพูบานเย็น (magenta) ครับ

อาจารย์          (ให้ดูใหม่)

ผม                (อ้าว ก็บอกว่าเห็นสีอะไรแว้บแรกให้ตอบทันทีไม่ใช่หรอ? ก็เห็นสีนี้นิ?)



ขอยืนยันว่าผมไม่ผิด เพราะแว้บแรกที่ผมเห็นคือสีชมพูบานเย็นจริงๆ (คิดว่าเป็นสีที่อยู่ระหว่างกำลังจะขึ้นสีแดง) แล้วอาจารย์ไม่ได้บอกก่อนด้วยว่าคำตอบเป็นสีอะไรได้บ้าง



ความโหดของการทดสอบนี้คือ เรามองไม่เห็นสีจากขอบๆนี่แหละครับ เพราะตาตี่ ตาเล็ก ตาไม่กว้าง ฯลฯ เราต้องพยายามทำยังไงก็ได้ให้หางตาเรา “เบิก” ออกมาให้มากที่สุด ทำจนตาแทบปริเลยทีเดียว



รอบแรกๆจะให้มองและตอบทีละข้าง หลังๆจะให้ทำพร้อมกันทั้ง 2 ข้าง



พอดูไปนานๆ ก็รู้สึกว่าสีเหลืองกับเขียวมันคล้ายๆกันอีก ...รู้สึกว่าเริ่มตอบมั่ว แต่ก็ผ่านมาได้ ฮ่าๆ

  1. ทดสอบการตอบสนองการเบรก

นั่งที่เก้าอี้ เท้าขวาเราอยู่ที่เบรก หน้าที่ของเราคือ มองไปที่อุปกรณ์ด้านหน้าแล้วเตรียมตัวเหยียบเบรกให้ทัน (เมื่อมีไฟวิ่งขึ้นที่อุปกรณ์ ให้เหยียบเบรกให้ทันก่อนไฟวิ่งถึงจุดสิ้นสุด) อันนี้ใช้สมาธิอย่างเดียวครับ ไม่น่ายากๆ



  1. ทดสอบการใช้สายตาด้านลึก/ขนาน

นั่งที่เก้าอี้ มองกล่องอุปกรณ์ที่อยู่ไกลเราประมาณ 3-5 เมตร เป็นกล่องที่มองเห็นด้านใน ข้างในมีแท่งคล้ายๆเทียนไข 2 อันครับ แท่งทั้ง 2 อัน จะวางขนานกันทางด้านซ้ายและด้านขวา ห่างกันพอควร แต่ละแท่งสามารถเลื่อนตำแหน่ง ขึ้น-ลงได้ โดยใช้รีโมต

อาจารย์จะให้เราถือรีโมตแล้วปรับตำแหน่งตามที่อาจารย์สั่ง หน้าที่เราคือเราต้องกะระยะผ่านการกดรีโมต โดยให้แท่งซ้ายขนานอยู่ในระดับเดียวกับแท่งขวา(ที่อยู่นิ่งรอคอยแท่งซ้ายเลื่อนมาขนาน) และ ให้แท่งขวาขนานอยู่ระดับเดียวกับแท่งซ้ายลักษณะเดียวกัน พอเสร็จแต่ละคำสั่ง อาจารย์จะให้เรามาดูผลงานของเรา เพื่อปรับขึ้นหรือลง (แล้วแต่คำสั่ง) ให้ดีขึ้น

สำหรับผม การทดสอบนี้ไม่สนุกเลย T_T

“ผมว่ามันขนานแล้วนะครับอาจารย์” พอออกมาดูผลงานของจริง ... “ไม่เห็นขนานเลย - -”

ด้วยความที่อยากทำให้ขนาน เลยพยายามคิดหาวิธีนอกกรอบดู แล้วลองถามอาจารย์ว่า ว่า “ผมสามารถใช้ตรงจุดอื่น เช่นตรงนี้เป็นตัวช่วยมองให้ขนานได้ไหม”  ...ผลลัพธ์คือโดนดุ T_T บอกว่าให้ทำตามคำสั่ง …แอบเซง



ด้วยความพยายามของผม แต่มันสำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้างนี่เอง ทำให้ผลการทดสอบของผม จึงมีขีดถูกที่ช่อง “ไม่ผ่าน” โผล่มาอันนึงจาก3ครั้ง แต่ก็ช่างมัน เราทำดีที่สุดและ :)

(แต่ว่าผมไม่ถนัดจริงๆแหละเรื่องการกะระยะเนี่ย ทุกวันนี้กะระยะ 5 เมตร 10 เมตร ยังไม่ค่อยถูก บอกเลย ฮ่าๆ)


รับเอกสารและนัดวันเรียนทฤษฎี 4 ชั่วโมง


พอเสร็จการทดสอบแล้ว อาจารย์จะให้เราไปติดต่อที่เคาเตอร์แรกอีกครั้งเพื่อรับเอกสารต่างๆที่จำเป็น เช่น ใบนัดเวลาเรียนภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ให้เราตรวจสอบให้ถูกต้อง (อย่างของผมทางเจ้าหน้าที่เค้าเขียนวันที่นัดอบรมผิดครับ ต้องกลับไปแก้) เมื่อเสร็จแล้ว ก็เสร็จสิ้นภารกิจของเราเบื้องต้นครับ :)



วันนัดฟังบรรยายทฤษฎีจะนัดในวันนั้นเลยครับ แต่สำหรับภาคปฏิบัติขับรถจะนัดอีกทีหนึ่งหลังฟังบรรยายเสร็จครับ
===== จบบทที่ 1 =====


ดาวน์โหลด ไดอารี่และบันทึกประสบการณ์


คลิกเพื่อดาวน์โหลด



วันศุกร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2561

รีวิวหนังสือ ทำงานแทบตายทำไมไม่โต - อภิชาติ ขันธวิธิ (HR- The Next Gen)

หนังสือ ทำงานแทบตายทำไมไม่โต

โดย อภิชาติ ขันธวิธิ (HR- The Next Gen)

สำนักพิมพ์ Move Publishing


  


หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับอะไร


  • เรื่องราวในมุมของ HR ด้านต่างๆ เพื่อตอบคำถามว่า “ทำงานแทบตายทำไมไม่โต” พร้อมทั้งวิธีพัฒนาตัวเองเพื่อให้ตัวเองโตขึ้น




หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร


  • ผู้ทำงานที่อยากพัฒนาศักยภาพเพื่อให้เราเติบโตขึ้น

  • ผู้ทำงานที่อยากอ่านหนังสือเกี่ยวกับการทำงานแบบอ่านสบายๆ

ความรู้สึกส่วนตัวต่อหนังสือ


  • เป็นหนังสือที่อ่านชิวๆ อ่านจบโดยไม่รู้ตัว และเหมือนโล่งๆในสมอง (ฮ่าๆ) อาจเป็นเพราะผมพอรู้ข้อมูลระดับหนึ่งในหนังสือเล่มนี้อยู่แล้ว แต่ว่าหนังสือเล่มนี้ช่วยเช็คการทำงานของผมเหมือนกัน

  • หนังสือเล่มนี้จะแบ่งออกเป็นหัวข้อย่อยๆ อ่านง่าย

  • ทำให้ได้กลับมาทบทวนถึงตัวเราว่าตอนนี้เราพัฒนาตัวเราและให้ “คุณค่า” ต่อองค์กรมากหรือน้อยขนาดไหน เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนคนอื่นหรือสิ่งแวดล้อมรอบๆได้แน่ๆ (สายเลีย สายเบิร์น)

  • รู้จักคำว่าวัฒนธรรมองค์กรมากขึ้น มันสำคัญเหมือนกันนะ เพราะเป็นตัวบอกว่าองค์กรนี้ให้คุณค่ากับเรื่องอะไรบ้าง และเราได้ให้คุณค่าสอดคล้องกับวัฒฒนธรรมรึเปล่า

  • นอกจากนี้ยังพูดถึงเรื่อง ความเหมาะสมในการขึ้นตำแหน่งเป็นหัวหน้าในมุม HR , เครื่องมือ 9 Grid box เพื่อบอกคนลักษณะต่างๆในองค์กร, SWOT Analysis ฯลฯ

  • สรุปก็คือ หากต้องการหนังสือที่อ่านชิวๆ แต่ได้ประโยชน์ในการทำงาน และเป็นการทบทวนการทำงานของตนเองในมุมมองของ HR หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ตอบโจทย์ได้ครับ