วันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

รีวิวหนังสือ StrengthsFinder 2.0 พร้อมประสบการณ์งานสัมมนาที่ได้เข้าร่วม

สวัสดีทุกคนครับ

วันนี้ผมอยากจะพูดถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่น่าสนใจมากๆในการค้นหาจุดแข็งของตนเอง หนังสือเล่มนี้ชื่อ Stengthsfinder 2.0 ครับ และตอนช่วงเปิดตัวหนังสือเล่มนี้ที่งานสัปดาห์หนังสือที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เดือนเมษายน 2017 ที่บูทได้มีโปรโมชั่น ซื้อหนังสือและลุ้นชิงโชคสัมมนาฟรีครึ่งวัน และผมก็ได้มีโอกาสเข้าร่วมสัมมนานี้ด้วย เลยอยากเอาประสบการณ์ที่ผมมี รวมกับการแนะนำหนังสือข้างล่างนี้ครับ :)

หนังสือ                    Stengthfinder 2.0


ผู้เขียน                    ทอม แรธ (Tom Rath) - Gallup


สำนักพิมพ์             Gallup Press (ภาษาไทย โดย สำนักพิมพ์เนชั่นบุ๊คส์)


หนังสือเล่มนี้พูดถึงเรื่องอะไร



  • ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาจุดแข็งและจุดอ่อน

  • คุณสมบัติจุดแข็ง 34 ประการจากงานวิจัยของหนังสือเล่มนี้ที่มีอยู่ในตัวมนุษย์แต่ละคน

  • มีแบบทดสอบเพื่อค้นหาจุดแข็ง 5 ประการหลักของแต่ละคน

หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร



  • ทุกคนที่อยากรู้จักตนเองมากขึ้นผ่านการค้นพบจุดแข็งของตัวเอง เพื่อดึงจุดแข็งไปใช้กับการทำงานได้ และใช้ต่อยอดให้เราได้มีโอกาสได้ทำสิ่งที่ถนัดที่สุดทุกๆวัน

ความรู้สึกส่วนตัวต่อหนังสือ



  • ข้อมูลในหนังสือเล่มนี้ได้ผ่านการวิจัย ศึกษา ด้านจิตวิทยาเชิงบวกมากกว่าสองถึงสามทศวรรษ ในเกือบทุกประเทศ วัฒนธรรม ตั้งแต่คนระดับล่างถึงระดับผู้บริหารระดับสูง จำนวนมากกว่า 10 ล้านคน จากที่มาของหนังสือนี้จึงรู้สึกว่า แม้ตัวหนังสืออาจมีราคาสูงอยู่พอสมควร แต่คุ้มค่าที่จะซื้อมาเพื่อรู้จักจุดแข็งของตนเอง และอยากให้ทุกคนที่เข้าสู่โลกการทำงานแล้วได้อ่านหนังสือเล่มนี้ครับ

  • อ่านแล้วช่วยให้ชัดเจนในพรสวรรค์ที่ตัวเองมีมากขึ้น

  • หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือแปลจากต่างประเทศ รูปแบบประโยคต่างๆอาจไม่เหมือนภาษาไทย เลยรู้สึกมึนบ้างเล็กน้อย


ตกผลึกสิ่งที่ได้เรียนรู้ในหนังสือเล่มนี้ประกอบกับงามสัมมนา “ปักธงพรสวรรค์เพื่อพัฒนาเป็นจุดแข็ง” ณ มหาวิทยาลัยเนชั่น เมื่อ 29 เมษายน  2017



  • พรสวรรค์ คือรูปแบบความคิด การการกระทำ ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เป็นธรรมชาติ โดยเอาไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น การโน้มน้าวใจผู้อื่น การเห็นรูปแบบความคิด ข้อมูลต่างๆ โดยเป็นตัวกรองวิธีการตอบสนองต่อสถานการณ์หนึ่งๆ ทำให้แต่ละคนมีวิธีการแสดงออกที่ไม่เหมือนกัน แม้จะว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกัน

  • พรสวรรค์ ที่ได้รับการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ จะกลายเป็นจุดแข็งของเรา

  • จุดแข็งคือ สิ่งที่เราทำซ้ำๆและได้ผลลัพธ์ออกมาดีเกือบเป็นประจำโดยเป็นธรรมชาติของเรา

  • เรา/องค์กรต้องพัฒนาและฝึกฝนจุดแข็งของเราให้ดียิ่งขึ้น อย่าเสียเวลาแก้ไขหรือกำจัดจุดอ่อน มันไม่ค่อยได้ประสิทธิภาพและไม่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป (ยกเว้น จุดอ่อนนั้นมีผลกระทบต่อจุดแข็งหรืองานหลักของเรา ว่ากันอีกที)

  • เราไม่ต้องเก่งไปซะทุกอย่างในสายตาทุกคน เน้นจุดแข็งของเราน่าจะดีกว่า ซึ่งมันทำให้เราเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นด้วย

  • หนังสือเล่มนี้ไม่ได้บอกหน้าที่การงานของเราว่าเหมาะหรือไม่เหมาะจะทำอะไร แต่บอก “รูปแบบสไตล์ความคิดการตัดสินใจ”

  • คุณสมบัติทั้ง 34 อย่างในหนังสือเล่มนี้ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่เราสามารถทำได้หรือทำไม่ได้ เช่นบางคนมีคุณสมบัติหนึ่งที่เรียกว่า Harmony (ผู้สร้างความกลมเกลียว) แปลว่าโดยธรรมชาติทั่วไปคนๆนี้มักหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง แต่คุณสมบัตินี้ไม่ได้บอกว่าคนๆจะทำงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งไม่ได้ เช่น หากคนนี้เป็นหัวหน้างานและจำเป็นต้องให้ลูกน้องออกจากงาน ก็สามารถทำได้ (อย่าลืมว่าทุกคนมีคุณสมบัติอื่นๆอยู่ในตัวด้วย ณ เวลานั้นอาจดึงคุณสมบัติอื่นๆที่มีอยู่ในตัวเราเข้ามาใช้ประกอบกับ)

  • จงเป็นตัวของตัวเอง จงใช้จุดแข็งแบบของเราให้เต็มที่ เพราะการที่เราจะพบคนที่มีคุณสมบัติเดียวกันกับเรา 5 อย่าง (ไม่สนใจลำดับ) คือ 1 ใน 278,000


ข้อมูลเพิ่มเติม



  • หากใครสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ StrengthsFinder ผมอยากแนะนำลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ https://www.slideshare.net/coachkrieng/ch-amp-handout-text (เอกสาร ChAMP Mentee Workshop โดย โค้ชเกรียงศักดิ์ นรัติพัฒนะศัย ดูที่หน้า 6 – 54) ขอขอบคุณเจ้าของข้อมูลมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

รีวิวหนังสือ ไม่ต้องชอบขี้หน้า ก็ทำงานด้วยกันได้

หนังสือ        ไม่ต้องชอบขี้หน้า ก็ทำงานด้วยกันได้
ผู้เขียน         ฮิโรมิ ยามาซากิ (Hiromi Yamasaki)
ผู้แปล          สกล โสภิตอาชาศักดิ์
สำนักพิมพ์  Move Publishing



หนังสือเล่มนี้พูดถึงเรื่องอะไร



  • ปัญหาและวิธีการสื่อสารในที่ทำงาน

  • รูปแบบพฤติกรรมการสื่อสารของตนเอง และความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้ขณะสื่อสาร

หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร



  • ทุกคนที่ต้องทำงานและสื่อสารกับคนอื่นๆ

  • ผู้ที่มีปัญหาการสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน

  • ผู้ที่อยากทบทวนถึงวิธีการสื่อสารของเราต่อผู้อื่น

  • มีแบบฝึกหัดบางส่วนในเล่ม ที่เหมาะกับผู้ที่อยากค้นพบจุดแข็งและจุดอ่อนให้มากขึ้น

ความรู้สึกส่วนตัวต่อหนังสือ



  • เป็นหนังสือที่ดีเล่มหนึ่ง ที่พูดถึงปัญหาที่เชื่อว่าหลายๆคนได้พบเจอในที่ทำงานคือ ปัญหาเรื่องการสื่อสาร และอาจจะเจอคนที่เรารู้สึกว่าไม่ถูกโชคชะตากัน

  • หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีแต่ทฤษฎีเท่านั้น แต่มีแบบฝึกหัดที่ทำให้รู้จักตนเอง มีบทสัมภาษณ์บุคคลที่นำหลักการจากหนังสือเล่มนี้ไปใช้

  • หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีแต่ตัวอักษรล้วนๆ มีตาราง การ์ตูน แผนภาพ และสรุปท้ายบทแบบสั้นๆ ประกอบตลอดหนังสือเล่มนี้ ชวนดึงดูด น่าสนใจ

  • เหมาะสำหรับอ่านเพื่อพัฒนาตัวเองดีครับ เรื่องที่รู้สึกแตะต้องใจหลังอ่านจบคือเรื่องความโกรธ เพราะไม่ค่อยมีหนังสือเล่มไหนที่เขียนเรื่องความโกรธไว้มากนัก (จากประสบการณ์เท่าที่อ่านเจอ :p)



ข้อความที่ผมชอบบางส่วนหรืออยากแบ่งปัน


** ผมดึงมาบางส่วนให้ทุกคนได้อ่านกันครับ อาจมีปรับคำพูดหรือใส่เนื้อหาเพิ่มเติมลงไปบ้าง

บทที่ 1 ทุกคนมีรูปแบบพฤติกรรมต่างกัน



  • แต่ละคนมีรูปแบบพฤติกรรมต่างกันเช่น หากแบ่งคนตามความคิดแบบกว้างๆ อาจแบ่งคนได้เป็น 2 กลุ่ม คือ คนที่มีความคิดแบบวางอนาคต และ ความคิดแบบอยู่กับปัจจุบัน

  • ไม่มีรูปแบบความคิดไหนถูกหรือผิด อันไหนดีกว่าอันไหน การที่เรารู้รูปแบบต่างๆจะทำให้เราเข้าใจถึงเบื้องหลังของการแสดงออกถึงพฤติกรรมหนึ่งๆได้

บทที่ 2 ความสบายใจทำให้มนุษย์ก้าวไปข้างหน้า



  • ทุกคนมีพรสวรรค์ เราต้องบอกให้คนที่อยู่รอบตัวเรารู้และยอมรับสิ่งนั้น

  • สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์ คือการที่มีคนรับรู้ว่าเรามีตัวตนอยู่ และยอมรับในตัวตนของเรา

  • การยอมรับในตัวตนของอีกฝ่าย เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์

  • สิ่งแรกในการยอมรับตัวตนของอีกฝ่าย คือการบอกให้อีกฝ่ายได้รับรู้ว่า เราเป็นกำลังใจให้เสมอ เช่นคำพูดที่ทำให้อีกฝ่ายสัมผัสได้ว่าเราเป็นห่วงเขาด้วยใจจริง

  • สิ่งสำคัญสำหรับหัวหน้าที่ดี คือการดูการทำงานระหว่างทาง (Process) และบอกให้เจ้าตัวรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงและการเติบโตของตนเอง แม้อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับผลลัพธ์ของผลงานโดยตรงก็ตาม

  • ผู้นำที่ดีจะต้องหา “อะไรบางอย่าง” (ความสามารถที่ซ่อนอยู่) ของลูกน้องให้เจอ และทำให้มันเปล่งแสงออกมาให้ได้

  • เทคนิคการขอบคุณคือ >> “ขอบคุณ” + ทำอะไร + เกิดคุณค่าอะไร” เช่น “ขอบคุณที่เตรียมเอกสารให้นะ เข้าใจง่ายมากเลย การนำเสนอเป็นไปได้สวย”

บทที่ 3 รู้จักใช้จุดแข็งเพิ่มพลังของทีมเวิร์ค



  • คำว่า “คนดี คนไม่ดี” ที่เรามักจะพูดกันบ่อยๆ จริงๆแล้วหมายถึง “คนที่เรา(รู้สึก)โอเคและคนที่เรา(รู้สึก)ไม่โอเค” เท่านั้นเอง

  • ในการทำงานเป็นทีม เราควรบอกข้อดีและประโยชน์ของการที่มีคนนั้นๆกับสมาชิกในทีมเรา (การชมคนหนึ่งผ่านอีกคน จะยิ่งได้ผลมากขึ้น)

  • จุดแข็ง หมายถึงสิ่งที่เราทำได้ตามปกติตามรูปแบบที่เรามี

  • เวลาเรานึกถึงจุดแข็ง เราอาจจะนึกไม่ออก ให้ถามคนอื่น หรือเมื่อเวลาคนอื่นชมเรา ให้เจาะลงรายละเอียด เช่น “ที่ชมเราเมื่อกี้ ยกตัวอย่างหน่อย ว่าชอบตรงไหนบ้าง”

  • สิ่งที่เราคิดว่าเป็นจุดอ่อน อาจเป็นจุดแข็งก็ได้

  • การที่คนมีนิสัยที่ต่างกัน คอยเสริมจุดอ่อนให้กันและกัน ยอมรับจุดแข็งของกันและกัน และมีเป้าหมายเดียวกัน จะทำให้งานสำเร็จยิ่งขึ้นทวีคูณ

  • จุดอ่อน เป็นสิ่งที่เราชอบมอง บางครั้งเราชอบมองส่วนที่ไม่สมบูรณ์ มากกว่าส่วนอื่นที่มันสมบูรณ์

  • เราไม่ควรไปสนใจ “ส่วนที่ขาด” แค่ยอมรับว่าเรามี “ส่วนที่ขาด” ก็พอ และเรานำเอาจุดอ่อนของเรามาเปิดเผยในทีมการทำงาน เพื่อพึ่งพา ให้ผู้อื่นช่วยเหลือในส่วนนั้นได้


บทที่ 4  โอกาสเปิดกว้างขึ้นได้ด้วยการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น



  • เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับความสัมพันธ์กับคนรอบตัว หลายๆครั้งเกิดจากการที่เรา “คิดเองเออเอง” เราสร้างระยะห่างเอง ดังนั้นอย่ามโนด่วนสรุปไปเอง

  • หากมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ อย่าคิดเองเออเอง ให้ถามตัวเองว่า “นี่มันคือความจริง หรือเราคิดด้านลบไปเอง” และสามารถถามเจ้าตัวตรงๆได้

  • อย่าคิดไปก่อนว่าเขาจะปฏิเสธเรา เพราะคนที่ให้คำตอบคือคนอีกฝ่ายหนึ่ง อย่าคิดเอง

  • ใช้กฎ “Yes and” เวลาที่เราที่ไม่เห็นด้วยกับอีกฝ่าย เขาจะฟังมากขึ้น >> “ใช่” + รับรองความรู้สึกและขอบคุณก่อน และให้คำแนะนำต่อ

บทที่ 5  อยู่กับอารมณ์ความรู้สึกให้เป็น



  • อารมณ์โกรธเป็นพลังงานที่ยิ่งใหญ่และเปลี่ยนแปลงโลกได้ คิดว่าความโกรธเป็นวายร้าย แต่ควรอยู่กับความโกรธให้เป็น

  • สาเหตุของความโกรธมาจากตัวของอีกฝ่ายหนึ่งเอง ดังนั้นเราจึงไม่ต้องโทษตัวเองเวลาอีกฝ่ายหนึ่งโกรธ

  • แม้จะเป็นสถานการณ์เดียวกัน ก็จะมีทั้งคนที่โกรธและไม่โกรธต่อสถานการณ์นั้นๆ และอาจเป็นตัวเราเองที่โกรธ หรืออีกฝ่ายที่โกรธก็ได้

  • ความโกรธเป็นการตอบสนองต่อคำพูดหรือการกระทำของเราโดยอัตโนมัติ

  • ความโกรธเป็นปัญหาของอีกฝ่าย เราต้องแยกให้ออก จะได้ไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากพลังงานลบนั้น

  • ความโกรธจริงๆแล้วเป็นเพียงอารมณ์รอง (อารมณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นมาทันที) เท่านั้น ส่วนอารมณ์หลัก (อารมณ์ที่แท้จริง) ที่ซ่อนไว้อยู่ เช่น ความคาดหวัง ความเศร้า ความกังวล

  • เวลาเราจัดการกับความโกรธ ให้เราจัดการกับอารมณ์หลัก ไม่ใช่การกดอารมณ์โกรธลง

  • เรามักจะโกรธกับคนที่อยู่ใกล้ตัวเรา มากกว่าคนที่เราไม่ค่อยรู้จัก

  • วิธีจัดการกับความล้มเหลว ให้ยอมรับในความรู้สึกของตัวเอง ตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรต่อ (ไม่ใช่ “ทำไมถึงต้องเกิดขึ้นด้วย”) และมองเหตุการณ์นั้นไปในทางบวก

บทที่ 6  อยู่กับตัวเอง ณ ปัจจุบันให้เป็น



  • คนที่ทำงานได้ดีจะมีสิ่งที่เหมือนๆกัน คือ ไม่โทษสิ่งแวดล้อมและโทษผู้อื่น

  • สำหรับคนที่ยังหาไม่เจอว่าอยากทำงานอะไร แนะนำให้ลองทำดูก่อนไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เพราะเราจะได้เห็นและเข้าใจผ่านประสบการณ์

วันพฤหัสบดีที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

รีวิวหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ


โดย อานนทวงศ์ มฤคพิทักษ์


สำนักพิมพ์ อะไรเอ่ย






หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับอะไร


เรื่องราวชีวิตการทำงาน ทั้งในแง่ของทัศนคติที่ควรมีในการทำงาน รวมทั้งวิธีการปฏิบัติงาน เช่นการวางแผนเรียงลำดับความสำคัญ วิธีการทำ PowerPoint ที่ถูกวิธี การประชุมเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเรื่องของชีวิตมนุษย์

หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร


ทุกคนที่อยู่ในโลกของการทำงาน อ่านชิวๆ แต่ได้ประโยชน์เยอะมาก


ความรู้สึกส่วนตัวต่อหนังสือ


    • ปกติก่อนที่จะซื้อหนังสือแนวพัฒนาตนเอง ผมจะต้องใช้เวลาดูหรือหาเหตุผลที่ต้องซื้อมารองรับ เพราะหลายเล่มๆจะที่บอกว่าทำแบบโน้น คิดแบบนั้น อะไรแบบนี้ ซึ่งผมมองว่าว่ามันดูตื้นๆเกินไป มันเป็นสิ่งที่คนทั่วไปรู้อยู่แล้ว แต่พอเจอหนังสือเล่มนี้ ผมรู้สึกชอบมัน ทั้งหน้าปกที่โดน การออกแบบหนังสือ สีที่ใช้ ถูกสเป๊คผมดี และเมื่อเปิดๆดู ผมรู้สึกชอบหลายอย่าง และรู้สึกน่าสนใจ

    • เมื่อได้อ่านดูจริงๆแล้ว รู้สึกได้ว่าเนื้อหาเหมาะกับคนทำงานมากๆ ตั้งแต่บทแรกๆเกี่ยวกับการปรับ Mindset ของที่ทำงาน งานประจำไม่ได้เป็นเรื่องแย่ๆเสมอไป (มีคนหลายคนเหมาะกับการทำงานประจำมากกว่า) และรวมถึงบทต่อมาๆที่ได้แนะนำ Tools หรือวิธีการเจ๋งๆในการทำงานหลายๆอย่าง เช่น กฎ 2 นาที เป็นกฎที่ว่าด้วยการจัดการงานเล็กๆน้อยๆใช้เสร็จ ซึ่งผมพยายามใช้อยู่แล้วมันเวิร์คมากกกกกกก และก็ เทคนิค FV ที่ช่วยให้เราทำงานตาม To Do List ที่เราวางแผนไว้ โดยที่คำนึงความพร้อมของจิตใจ ทำให้รู้สึกโอเคในการทำงานตาม To Do List ตามปกติ

    • เมื่ออ่านจบ อาจจะไม่ได้เกิดความรู้สึกอยากไปทำงานวันจันทร์ ตามชื่อหนังสือ แต่เนื้อหาข้างในก็เป็นไปด้วยสาระที่เกี่ยวข้องกับชีวิตการทำงานมากมาย

    • (แก้ไขบทความวันที่ 6 ธันวาคม 2561) เป็นความผิดพลาดของผมเองครับที่ใส่ที่อยู่เว็บผิด (ผมพลาดพิมพ์ที่อยู่เว็บโดยที่อักษรพิมพ์ใหญ่พิมพ์เล็กไม่ตรงตามหนังสือ) ผมลองเช็คดูแล้วลิงค์ยังใช้ได้อยู่ครับ ดังนั้นข้อความด้านหลังที่ผมเขียนอยู่แต่เดิมจึงเป็นความผิดพลาดของผมเอง ขออภัยทุกท่านด้วยครับผม   แต่อย่างไรก็ตาม เนื้อหาในหนังสือมีข้อที่น่าสังเกตอยู่เล็กน้อยคือ มีส่วนหนึ่งที่คัดลอกบทความจาก Blog ของผู้เขียน (https://www.facebook.com/anontawongblog/) แล้วปรับปรุงใหม่ อันนี้ผมโอเคนะ เป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ที่ผมรู้สึกไม่โอเคคือ บางเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้มีไฟล์ทีต้องดาวน์โหลดผ่านเว็บไซต์ แต่คาดว่าลิงค์หมดอายุและไม่ได้อัพเดท ทำให้ดาวน์โหลดไม่ได้ เสียอยู่ตรงนี้แหละ แต่หากไม่มองตรงนี้ ภาพรวมหนังสือผมว่าโอเคเลย