วันจันทร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2561

สรุปบรรยาย "แค่คิด...ชีวิตก็พลิกแล้ว" โดย พี่เอ๋ (นิ้วกลม)

ข้อความด้านล่างนี้ ผมสรุปขึ้นมาจากงานบรรยายหัวข้อ "แค่คิด...ชีวิตก็พลิกแล้ว" โดยคุณสราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ (พี่เอ๋ หรือนามปากกา นิ้วกลม)  ณ วันที่ 21 มีนาคม 2556 ม. เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ลองมาดูกันครับว่ามีข้อคิดอะไรดีๆบ้างจากงานนี้ :)


สรุปบรรยาย "แค่คิด...ชีวิตก็พลิกแล้ว" โดย พี่เอ๋ (นิ้วกลม)



  • เราอ่านหนังสือไม่ได้เพื่อให้เชื่อมัน แต่เป็นการเอาสมองของเค้ามาพิจารณาใส่สมองเรา

  • "ความสำเร็จ" มีความหมายต่างจาก "ความสมบูรณ์แบบ" (ชีวิตมหาวิทยาลัย เราทำ"ความฝัน" เพื่อ"ความสำเร็จ"ไม่ใช่เพื่อ"ความสมบูรณ์แบบ" ...ถ้าเรารอให้สมบูรณ์แบบ เราจะกลัวที่จะทำมัน และความฝันก็จบตรงนั้น)

  • ช่วงชีวิตมหาวิทยาลัยมีข้อดีอย่างหนึ่งคือ ไม่ต้องคิดเรื่องตังค์มากเท่าผู้ใหญ่ เราเลยทำอะไรตามความฝันได้ง่าย (ฝันอยากทำอะไรก็ทำได้เลย!)

  • เราลองยื่นเสนอความฝันของเราให้คนอื่นดู คนส่วนหนึ่งอาจไม่เห็นด้วย แต่หากเราพบคนๆหนึ่งพูดแนวๆว่า "ดีนะ แต่อาจต้องปรับตรงนู้นตรงนี้หน่อย" ให้เราเก็บคนๆนี้ไว้ (ความฝันมันเปราะง่ายต้องหาคนคอยสนับสนุน) ส่วนคนที่คอยเหยียบความฝันเรา พูดแนวๆว่า "มันจะเป็นไปได้หรอวะ" ก็อย่าอยู่ใกล้บ่อย/เยอะ

  • พี่เอ๋เขียนหนังสือเพราะ "ความสุข" ไม่แคร์ว่าใครอ่านกี่คนหรือยังไง

  • เมื่อเราก้าวขั้นบันไดขั้นแรก เราอาจไม่เห็นปลายทางสิ้นสุดหรอกว่าเป็นยังไง แต่ถ้าหากไม่ก้าว เราจะเห็นทางต่อได้ยังไงล่ะ? สำคัญมากที่ต้องกล้าก้าวก่อน เราไม่รู้หรอกว่าเมื่อเราเกินตามความฝัน ทางจะเป็นยังไงต่อ แต่หากไม่ยอมก้าว เราก็ไม่รู้ต่อไปว่าจะไปไหน

  • เมื่อมีโอกาสก็ทำเถอะ ดีกว่านึกย้อนหลังเสียใจว่า "ตอนนั้นทำไมเราไม่ทำวะ"

  • ชีวิตวัยมหาวิทยาลัย เราอยากทำโน่นทำนี่ แต่เราโดนกรอบ/คำสั่งตีเอาไว้ เราเลยไม่ได้ทำ เช่นเราต้องทำโปรเจคเพื่อสอบ เพื่อเกรด... แต่อย่างไรก็ตาม "ความอยากที่ไม่ได้ถูกใครโปรแกรมให้เรา" (เป็นความชอบและความอยากทำบางอย่างโดยไม่ถูกสั่ง) เป็นสิ่งที่สำคัญ บางทีไม่รู้ทำไมอยากทำ ทำแล้วมีความสุข

  • เวลาที่คนเราใกล้ธรรมะที่สุด มักเป็นเวลาที่เราเศร้าที่สุด >> ทุกสิ่งมีการเปลี่ยนแปลง ชื่อเสียง เกียรติยศ เงิน >> เราไม่ใช่ศูนย์กลางจักรวาล เราควรดำเนินชีวิตตามโลกและสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เราไม่ใช่คนบงการโลกทั้งหมด

  • ชีวิตเป็นการเลือกเส้นทางตลอด เช่นไปทางซ้ายหรือขวา

  • เมื่อเจอ "ความคิดคู่ขนาน" หมายถึงการตัดสินใจที่เป็นคู่ๆ เช่น "ผิด/ถูก" "ชาย/หญิง" "นายa/นายb" เป็นรูปแบบทางเลือกAหรือB ให้เราเลือกC เพราะเป็นทางเลือกใหม่ ซึ่งCสามารถเป็นได้ล้านๆคำตอบ (ชีวิตเราไม่ได้มีแค่1หรือ2 AหรือB สองทางเลือก) เช่นในการแบ่งประเภทของสัตว์ ในอดีตมีคนจีนแบ่งสัตว์ออกเป็น60ประเภท เช่น สัตว์ที่ทำแจกันแตก (แมว กระรอก) ซึ่งเป็นการแบ่งประเภทสัตว์แบบC (แทนที่จะแบ่งตามไฟลัม สปีชีย์ที่เรารู้จักกัน)

  • สลายความยึดติดของเราออก เราจะเห็นโลกอีกใบนึง

  • การตั้งโจทย์ "จงออกแบบประตูหนึ่งบาน" ต่างกับ "จงออกแบบทางเข้า" --- วิธีคิดที่แตกต่างทำให้ชีวิตสนุก เราจะตั้งคำถามว่าทำไมต้องเป็นแบบนี้/จำเป็นต้องเป็นแบบนี้หรอ ฯลฯ และสนุกกับมัน ซึ่งก็คือความคิดสร้างสรรค์นี่เอง





  • "จงตั้งคำถามกับทุกสิ่ง" – ไอน์สไตน์

  • การทำรายงานส่งต้องอยู่ในรูปแบบกระดาษ A4 ทุกครั้งหรอ?

  • การสร้างสรรค์มี 2 แบบ สร้างสรรค์สิ่งที่คนยังไม่ได้ทำ 2. สร้างสรรค์สิ่งที่เค้าไม่ทำกัน (เช่น ทำไมต้องใส่เสื้อล่ะ แก้ผ้าเดินเลย) ...โลกจะตัดสินเองว่าเป็นการสร้างสรรค์ที่ ok เปล่า ต้องดูถูกผิดดีชั่วศีลธรรมด้วย

  • การคิดบวกไม่ใช่การหลอกตัวเอง เป็นการมองเห็นโอกาส/เส้นทาง ไม่ว่าสถานการณ์แบบไหนก็ยังมีสิ่งที่ดีอยู่ (แต่ตัวปัญหาก็ต้องแก้)

  • ชีวิตเราเหมือนตอนโดดหอ ร.ด. แหละ เมื่ออยู่จุดบนสุด มองลงไปข้างล่างก็เสียว เรามี 2 ทางเลือก โดดไม่โดด ถ้าเราโดด เราก็ไม่รู้จะเป็นยังไงต่อไป แต่ถ้าผ่านไปได้ก็โอเค ...ที่สำคัญเมื่อเวลาผ่านไป เราอาจไม่มีโอกาสได้โดดอีกก็เป็นได้

  • ถ้าเราไม่ทำบางอย่าง เราอาจสงสัยไปตลอดชีวิต "รู้งี้น่าทำ"

  • ถ้าเราเจอ "ก้าวแรก" บ่อยๆ เราจะกลัวน้อยลง (ก้าวแรกของเรามีเยอะแยะ ทำงานครั้งแรก เป็นหัวหน้าครั้งแรก ลูกคนแรก ฯลฯ)

  • ชีวิตคือการทดลอง มีความสำเร็จและล้มเหลวเท่าๆกัน การทดลองไม่ตายหรอก ทำไปเหอะ บางทีอาจไม่น่ากลัวอย่างที่คิด เรากลัวไปเองเปล่า?

  • ที่บริษัท Office ต้องการคนเคยล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ใช่คนที่เป็นอันดับ 1 ประสบความสำเร็จมาตลอด เพราะหากคนอันดับ 1 เกิดล้มเหลว จะทำอะไรไม่ถูก ช็อค ขณะคนที่เคยล้มเหลวรู้ว่าควรทำยังไง

  • คำถามน่าสนใจตอนสัมภาษณ์ 1. สิ่งที่คุณเคยล้มเหลวที่สุดในชีวิตคือ? 2. คุณผ่านมาได้ยังไง?

  • คนที่ไม่ได้อยู่ตามเกณฑ์ตัดสินตามมาตรฐานสังคม...ใครๆก็ประสบความเร็จได้

  • การล้มเหลวในการเรียน สะท้อนอะไรบางอย่างเช่นโลกทั้งใบคือ 1.โรงเรียน ชีวิตเป็นการเรียนรู้ผ่านสิ่งต่างๆที่เข้ามาในชีวิต การเรียนไม่ใช่แค่เกรด เราเรียนรู้ตลอดชีวิต (แม้จบมหาลัยแล้วก็ตาม เราต้องเรียนในทุกสถานการณ์ในชีวิตอยู่แล้ว) อันนี้โอเค 2. คนนี้ไม่เอาอะไรเลย เรียนในห้องยังไม่เอา

  • การเรียนไม่ใช่เป็นการเอาใจอาจารย์หรือ block ความคิดทำตามอาจารย์ ทำตามโจทย์แล้วส่ง (ซึ่งจะได้ปั้มพิมพ์เดียวกัน) แต่ตรงข้าม เป็นการเถียงอาจารย์ ท้าทาย เหตุผล ตั้งคำถาม เช่น "เรื่องนี้จำเป็นต้องเป็นแบบนี้หรอ" เช่น ประตูร้านขายเสื้อจำเป็นต้องสูง 2 เมตรเสมอหรอ เป็นประตูเตี้ยๆไม่ได้หรอ? อาจเปนประตูสำหรับร้านขายเสื้อให้หมา หรือเป็นประตูที่ออกแบบพิเศษเป็นกลยุทธการตลาดอย่างหนึ่งหลอกล่ออยากให้ลูกค้าเข้ามาดูข้างในเพราะสงสัย ก็เป็นได้

  • เมื่อชีวิตเราตัดสินใจเลี้ยวขวา ไม่ใช่การเลี้ยวขวาแล้วทิ้งยาวตลอดนิ ชีวิตเรามีทางเลือกอีกก็ได้

  • ความสำเร็จอาจไม่มีความสุข แต่คนมีความสุขคือคนที่มีความสำเร็จ ฉะนั้นไม่ได้แปลว่ามีเงินทองแล้วจะประสบความสำเร็จเสมอไป มีเวลากับคนอื่น ทำสิ่งที่เราชอบ ประโยชน์ต่อคนอื่นๆเป็นสิ่งที่ประสบความสำเร็จมากกว่า









  • ความรัก ...พลังแห่งความรัก (ทุ่มสุดตัวเพื่อใครบางคน) ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับคน เกิดขึ้นกับงานก็ได้ เราทำงานที่เรารัก ถึงเหนื่อยแต่ก็happy รักให้จริง อย่าท้อ (กัดแล้วอย่าปล่อย)

  • ทุกคนเคยล้มเหลวอยู่แล้ว คนฉลาดคือคนที่สรุปบทเรียนมาใช้

  • เด็กไทยถูกตี/ฝึกอยู่ในกรอบตั้งแต่เด็ก - designerไทย เลยคิดไอเดียไม่ออก ยึดติดโลกเดิมๆ - เราต้องออกจากโลกใบเดิม เช่นลองเดินทางไปที่ๆเราไม่เคยไป

  • มีคำกล่าวว่า เราเข้าโรงเรียนด้วยเครื่องหมาย ? (สงสัย อยากรู้) แต่เราออกจากโรงเรียนด้วยเครื่องหมาย fullstop (จบ หยุด โดนbreakความคิด)

  • ความคิดที่สดใหม่ทุกอย่างมาใน 15 นาทีแรกเท่านั้น หลังจากนั้นจะเริ่มตัน ดังนั้นเวลา list idea ต่างให้ list ออกมาให้หมดหัวในช่วง 15 นาทีแรกของการทำงาน

  • ชีวิตเป็นส่วนผสมของความน่าเบื่อและความน่าสนใจ แต่ชีวิตที่น่าสนใจคือคนทำเรื่องน่าเบื่อให้น่าสนใจได้ ...บางทีสิ่งที่น่าเบื่อจะหล่อมหลอมเราให้ประสบความสำเร็จ เหมือนการฟิตซ้อมร่างกายที่สนามที่ใครก็ว่าน่าเบื่อ แต่เมื่อซ้อมเยอะๆ เจ็บเยอะๆ เวลาแข่งจริงเราก็ชนะ

  • อย่าเชื่อมั่นในตนเองจนไม่ฟังใครเลย ไม่ฟัง comment ใครเลย (เมื่อเราเสนอ idea แปลกๆให้สัก 10 คน ก็น่าจะมีคนพอเห็นด้วยสักคนหน่า) การcommentของคนอื่นจะช่วยให้มีมุมมองอื่นๆเพิ่มขึ้น ดูว่าพอเป็นไปได้ในโลกจริงเปล่า

  • ณ นาทีนี้อยากทำอะไรทำเลย แล้วเรียนรู้จากมัน มีความสุขที่สุด ไม่ได้ต้องแคร์ความสำเร็จ "ทำ เรียนรู้" ไปเรื่อยๆๆๆๆๆๆ เดี๋ยวก้อสำเร็จเอง ...แต่เราทำยังเหอะ?

  • ชีวิตคือการเดินทาง = เรียนรู้ทุกก้าวของชีวิต ทุกๆวัน ทุกๆสิ่งรอบตัว เรียนรู้ได้หม

  • ความสุขของการให้ เป็นความสุขของคนที่มัวถามแต่เงินเดือนไม่มีวันได้

  • สิ่งที่เราทำไป แม้เราทำได้ดีมากได้เงินเยอะ แต่สักวันนึงในชีวิต เราจะถามตัวเองว่า "สิ่งที่เราทำ ทำเพื่ออะไร?" ให้หาคำตอบให้เจอ

  • เนื้อหาทั้งหมดที่พูดมา ให้ตั้งแง่ว่าไม่จริงหรอก ลองตั้งคำถาม ลองพบประสบการณ์ตรงเองและเราเรียนรู้เอง

วันอาทิตย์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2561

บันทึกประสบการณ์ การเรียนและสอบเพื่อทำใบขับขี่ที่โรงเรียนกรมขนส่งทางบก จตุจักร

บันทึกประสบการณ์ การเรียนและการสอบเพื่อทำใบขับขี่ที่โรงเรียนกรมขนส่งทางบก จตุจักร


เมื่อครั้งหนึ่งผมได้ทำใบขับขี่ และผมนำประสบการณ์ทั้งหมดเขียนอยู่ในเว็บ blog ซึ่งปัจจุบันปิดไปเรียบร้อยแล้ว   แต่ตอนนี้ผมเปิด blog ใหม่อีกครั้งหนึ่ง จึงอยากเอาข้อมูลนี้มาลงอีกครั้งหนึ่ง ข้อมูลบางอย่างอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาบ้าง แต่ประสบการณ์หลักๆคงไม่เปลี่ยนมากนัก

เนื้อหาทั้งหมดปิดต้นฉบับวันที่ 25 สิงหาคม 2557 ประกอบไปด้วย

ตอนที่ 1 – การไปสมัครเรียนที่โรงเรียนสอนขับรถ กรมขนส่งทางบก จตุจักร
ตอนที่ 2 – การเรียนภาคทฤษฎี (บรรยาย) 4 ชั่วโมง
ตอนที่ 3 – การเรียนภาคปฏิบัติ (ขับรถ) 9 ชั่วโมง
ตอนที่ 4 – กลับบ้านหลังเรียนเสร็จ
ตอนที่ 5 – การสอบข้อเขียน
ตอนที่ 6 – การสอบปฏิบัติ
ตอนที่ 7 – มาทำใบขับขี่กัน
ตอนที่ 8 – บทส่งท้าย & ข้อดีและข้อสังเกต
ตอนที่ 9 – (แถม) ลองออกไปขับรถจริงๆกันเถอะ!
ภาคผนวก ก – เอกสารการสมัครเรียนที่หน้าเคาเตอร์ของทางโรงเรียน

ผมตั้งใจเขียนไดอารี่นี้มาก หนา 30หน้า พร้อมภาพประกอบ หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกคนนะครับ :)

ผมขอเอาตอนที่ 1 มาลงเป็นตัวอย่างนะครับ ใครที่อยากติดตามบทต่อไปให้ดาวน์โหลดไฟล์ที่อยู่ล่างสุดของหน้านี้ไปอ่านได้ต่อเลยครับ คลิกที่นี่เพื่อเลื่อนไปด้านล่างเพื่อดาวน์โหลด


ตอนที่ 1การไปสมัครเรียนที่โรงเรียนสอนขับรถ กรมขนส่งทางบก จตุจักร


ศูนย์สอนขับรถและพัฒนาศักยภาพผู้ขับขี่ กรมขนส่งทางบก


เป็นโรงเรียนที่สอนขับรถสำหรับคนที่ขับไม่เป็นครับ ตั้งอยู่ด้านหลังหลังกรมขนส่งทางบก จตุจักร ซึ่งผมลองเลือกเรียนที่นี่ (แม้จะไกลบ้านผมมากๆ ><” ) ด้วยเหตุผลใหญ่ๆ 2 อย่างด้วยกัน

  1. น่าจะการันตีคุณภาพการสอน เพราะเป็นถึงระดับ กรมขนส่งทางบก

  2. ทำใบขับขี่ได้ไม่ยาก (เรียนเสร็จ สอบผ่านปุ้บ ทำใบขับขี่ได้เลย)

นี่เป็นภาพด้านหน้าของโรงเรียนครับ



หน้าโรงเรียน


การเตรียมตัวไปสมัครเรียน


รายละเอียดการสมัครดูได้ตาม URL นี้เลยครับ  http://www.dlt.go.th/th/index.php?option=com_content&view=article&id=2733:2011-06-20-06-49-40&catid=125:2011-06-20-06-49-02&Itemid=88(ถ้าดาวน์โหลดเนื้อหานี้เป็นไฟล์ pdf ผมแนบเนื้อหานี้ใน “ภาคผนวก ก. เอกสารการสมัครเรียนที่หน้าเคาเตอร์ของทางโรงเรียน” ครับ)

เมื่อลองอ่านเรียบร้อยแล้ว ผมขอเพิ่มข้อมูลบางส่วนให้กับทุกๆคนดังนี้ครับ

  • ปกติทางกรมจะให้เอารถของเรามาเรียนเองครับ แต่ในกรณีที่เราจะเช่ารถ ก็มีรถยนต์ให้เช่า ราคา 2700 บาท โดยจ่ายเงินตอนเจออาจารย์ผู้สอนภาคปฏิบัติครั้งแรกในวันฟังบรรยาย ถ้าเราต้องการรถเช่า ติดต่อแจ้งตอนสมัครเรียนได้ครับ

  • ไม่รับรูปถ่าย 1 นิ้ว 4 รูปที่ Print บนกระดาษ (พูดตรงๆเลยว่า รูปถ่ายทางการที่อัดจากร้านถ่ายรูป มันแพง เลยแอบลองPrintบนกระดาษไป เผื่อใช้ได้ แล้วโดนทางเจ้าหน้าที่ตีกลับ ต้องไปถ่ายรูปใหม่ T_T)

    • ในกรณีที่ต้องไปถ่ายรูปใหม่ ให้ถ่ายไปที่อาคาร 4 ครับ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับโรงเรียน อยู่ฝั่งกรมขนส่งทางบก
       

  • การเรียนมี 2 ส่วนคือภาคทฤษฎี (ฟังบรรยาย 4 ชม.) และภาคปฏิบัติ (ฝึกขับรถ 9 ชม.) อย่างไรก็ตามเนื่องจากว่ามีคนสมัครเยอะแต่มีอาจารย์น้อย และรับได้จำนวนจำกัด ทำให้ต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะได้เรียนเช่น สมัครเดือนมิถุนายน อาจได้อบรมประมาณกรกฎาคม ได้ขับรถจริงก็อาจจะช่วงสิงหาคม เป็นต้น

การเดินทางไป


ผมไปด้วยรถไฟฟ้า BTS ลงสถานีหมอชิต ออกประตู2 ครับ หลังลงบันได เดินไปข้างหน้านิดนึงจะมีวินมอเตอร์ไซค์ บอกเค้าว่าไป “โรงเรียนสอนขับรถฯ” ราคา 20 บาท เค้าก็จะพาส่งไปถึงหน้าโรงเรียนเลย แต่ถ้าเราไม่รีบ หลังลงบันไดรถไฟฟ้าให้เดินตรงมาเรื่อยๆครับ จะเห็นทางเข้ากรมขนส่งทางบก ให้เราเดินเข้าไปเลยครับ



เมื่อเดินเข้ามา จะเห็นทางถนนที่ยาวมากๆ ให้เราเดินเข้ามาจนสุดทางเลยครับ
 

เมื่อเดินจนสุดแล้ว ให้เดินไปทางขวา และซ้าย แล้วออกประตูข้างหลัง จะเห็นโรงเรียนสอนขับรถครับ (อาคาร 8 ก็อยู่ที่นั่น) ใช้เวลาประมาณ10-20นาที ในการเดินมาจากรถไฟฟ้าครับ


การยื่นใบสมัครและทดสอบสมรรถภาพของร่างกาย


เมื่อถึงโรงเรียน ให้เข้าอาคาร 8 ยื่นเอกสารให้ทางเจ้าหน้าที่เลยครับ

 

เมื่อยื่นเอกสารแล้ว ทางเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบ และถ้าเอกสารทุกอย่างผ่าน เราก็ชำระเงินค่าเล่าเรียน ค่าประกันอุปกรณ์ต่างๆ แล้วทางเจ้าหน้าที่จะให้เราเข้าห้องทดสอบสมรรถภาพของร่างกายครับ



บรรยากาศในห้องนั้นเงียบกริบและแอร์เย็บเฉียบ มีการทดสอบ 4 อย่างด้านใน

  1. ทดสอบบอกสีสัญญาณจราจร

หน้าที่ของเราคือบอกว่าไฟที่ปรากฏบนสัญญาณไฟจราจรมีสีอะไร ซึ่งมีแค่ 3 สีคือ แดง เหลือง เขียว ตรงตามตำแหน่งสัญญาณไฟจราจร

  1. ทดสอบบอกสีที่ปรากฏบริเวณขอบตาด้านซ้ายและขวา

หน้าที่ของเราคือ ให้เรานั่ง เอาคางวางไว้บนอุปกรณ์ แล้วมองไปข้างหน้า จากนั้นให้บอกสีที่ปรากฏตรงขอบตาครับ  สีที่ขึ้นมาจะเป็นสี แดง เหลือง เขียว เช่นกัน ไม่มีสีอื่นนะครับ ระวังจะเป็นแบบผม
อาจารย์          เห็นสีอะไรบอกทันทีเลยนะครับ

ผม                (หลังจากเห็นแว้บแรกแล้วตอบทันที) สีชมพูบานเย็น (magenta) ครับ

อาจารย์          (ให้ดูใหม่)

ผม                (อ้าว ก็บอกว่าเห็นสีอะไรแว้บแรกให้ตอบทันทีไม่ใช่หรอ? ก็เห็นสีนี้นิ?)



ขอยืนยันว่าผมไม่ผิด เพราะแว้บแรกที่ผมเห็นคือสีชมพูบานเย็นจริงๆ (คิดว่าเป็นสีที่อยู่ระหว่างกำลังจะขึ้นสีแดง) แล้วอาจารย์ไม่ได้บอกก่อนด้วยว่าคำตอบเป็นสีอะไรได้บ้าง



ความโหดของการทดสอบนี้คือ เรามองไม่เห็นสีจากขอบๆนี่แหละครับ เพราะตาตี่ ตาเล็ก ตาไม่กว้าง ฯลฯ เราต้องพยายามทำยังไงก็ได้ให้หางตาเรา “เบิก” ออกมาให้มากที่สุด ทำจนตาแทบปริเลยทีเดียว



รอบแรกๆจะให้มองและตอบทีละข้าง หลังๆจะให้ทำพร้อมกันทั้ง 2 ข้าง



พอดูไปนานๆ ก็รู้สึกว่าสีเหลืองกับเขียวมันคล้ายๆกันอีก ...รู้สึกว่าเริ่มตอบมั่ว แต่ก็ผ่านมาได้ ฮ่าๆ

  1. ทดสอบการตอบสนองการเบรก

นั่งที่เก้าอี้ เท้าขวาเราอยู่ที่เบรก หน้าที่ของเราคือ มองไปที่อุปกรณ์ด้านหน้าแล้วเตรียมตัวเหยียบเบรกให้ทัน (เมื่อมีไฟวิ่งขึ้นที่อุปกรณ์ ให้เหยียบเบรกให้ทันก่อนไฟวิ่งถึงจุดสิ้นสุด) อันนี้ใช้สมาธิอย่างเดียวครับ ไม่น่ายากๆ



  1. ทดสอบการใช้สายตาด้านลึก/ขนาน

นั่งที่เก้าอี้ มองกล่องอุปกรณ์ที่อยู่ไกลเราประมาณ 3-5 เมตร เป็นกล่องที่มองเห็นด้านใน ข้างในมีแท่งคล้ายๆเทียนไข 2 อันครับ แท่งทั้ง 2 อัน จะวางขนานกันทางด้านซ้ายและด้านขวา ห่างกันพอควร แต่ละแท่งสามารถเลื่อนตำแหน่ง ขึ้น-ลงได้ โดยใช้รีโมต

อาจารย์จะให้เราถือรีโมตแล้วปรับตำแหน่งตามที่อาจารย์สั่ง หน้าที่เราคือเราต้องกะระยะผ่านการกดรีโมต โดยให้แท่งซ้ายขนานอยู่ในระดับเดียวกับแท่งขวา(ที่อยู่นิ่งรอคอยแท่งซ้ายเลื่อนมาขนาน) และ ให้แท่งขวาขนานอยู่ระดับเดียวกับแท่งซ้ายลักษณะเดียวกัน พอเสร็จแต่ละคำสั่ง อาจารย์จะให้เรามาดูผลงานของเรา เพื่อปรับขึ้นหรือลง (แล้วแต่คำสั่ง) ให้ดีขึ้น

สำหรับผม การทดสอบนี้ไม่สนุกเลย T_T

“ผมว่ามันขนานแล้วนะครับอาจารย์” พอออกมาดูผลงานของจริง ... “ไม่เห็นขนานเลย - -”

ด้วยความที่อยากทำให้ขนาน เลยพยายามคิดหาวิธีนอกกรอบดู แล้วลองถามอาจารย์ว่า ว่า “ผมสามารถใช้ตรงจุดอื่น เช่นตรงนี้เป็นตัวช่วยมองให้ขนานได้ไหม”  ...ผลลัพธ์คือโดนดุ T_T บอกว่าให้ทำตามคำสั่ง …แอบเซง



ด้วยความพยายามของผม แต่มันสำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้างนี่เอง ทำให้ผลการทดสอบของผม จึงมีขีดถูกที่ช่อง “ไม่ผ่าน” โผล่มาอันนึงจาก3ครั้ง แต่ก็ช่างมัน เราทำดีที่สุดและ :)

(แต่ว่าผมไม่ถนัดจริงๆแหละเรื่องการกะระยะเนี่ย ทุกวันนี้กะระยะ 5 เมตร 10 เมตร ยังไม่ค่อยถูก บอกเลย ฮ่าๆ)


รับเอกสารและนัดวันเรียนทฤษฎี 4 ชั่วโมง


พอเสร็จการทดสอบแล้ว อาจารย์จะให้เราไปติดต่อที่เคาเตอร์แรกอีกครั้งเพื่อรับเอกสารต่างๆที่จำเป็น เช่น ใบนัดเวลาเรียนภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ให้เราตรวจสอบให้ถูกต้อง (อย่างของผมทางเจ้าหน้าที่เค้าเขียนวันที่นัดอบรมผิดครับ ต้องกลับไปแก้) เมื่อเสร็จแล้ว ก็เสร็จสิ้นภารกิจของเราเบื้องต้นครับ :)



วันนัดฟังบรรยายทฤษฎีจะนัดในวันนั้นเลยครับ แต่สำหรับภาคปฏิบัติขับรถจะนัดอีกทีหนึ่งหลังฟังบรรยายเสร็จครับ
===== จบบทที่ 1 =====


ดาวน์โหลด ไดอารี่และบันทึกประสบการณ์


คลิกเพื่อดาวน์โหลด



วันศุกร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2561

รีวิวหนังสือ ทำงานแทบตายทำไมไม่โต - อภิชาติ ขันธวิธิ (HR- The Next Gen)

หนังสือ ทำงานแทบตายทำไมไม่โต

โดย อภิชาติ ขันธวิธิ (HR- The Next Gen)

สำนักพิมพ์ Move Publishing


  


หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับอะไร


  • เรื่องราวในมุมของ HR ด้านต่างๆ เพื่อตอบคำถามว่า “ทำงานแทบตายทำไมไม่โต” พร้อมทั้งวิธีพัฒนาตัวเองเพื่อให้ตัวเองโตขึ้น




หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร


  • ผู้ทำงานที่อยากพัฒนาศักยภาพเพื่อให้เราเติบโตขึ้น

  • ผู้ทำงานที่อยากอ่านหนังสือเกี่ยวกับการทำงานแบบอ่านสบายๆ

ความรู้สึกส่วนตัวต่อหนังสือ


  • เป็นหนังสือที่อ่านชิวๆ อ่านจบโดยไม่รู้ตัว และเหมือนโล่งๆในสมอง (ฮ่าๆ) อาจเป็นเพราะผมพอรู้ข้อมูลระดับหนึ่งในหนังสือเล่มนี้อยู่แล้ว แต่ว่าหนังสือเล่มนี้ช่วยเช็คการทำงานของผมเหมือนกัน

  • หนังสือเล่มนี้จะแบ่งออกเป็นหัวข้อย่อยๆ อ่านง่าย

  • ทำให้ได้กลับมาทบทวนถึงตัวเราว่าตอนนี้เราพัฒนาตัวเราและให้ “คุณค่า” ต่อองค์กรมากหรือน้อยขนาดไหน เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนคนอื่นหรือสิ่งแวดล้อมรอบๆได้แน่ๆ (สายเลีย สายเบิร์น)

  • รู้จักคำว่าวัฒนธรรมองค์กรมากขึ้น มันสำคัญเหมือนกันนะ เพราะเป็นตัวบอกว่าองค์กรนี้ให้คุณค่ากับเรื่องอะไรบ้าง และเราได้ให้คุณค่าสอดคล้องกับวัฒฒนธรรมรึเปล่า

  • นอกจากนี้ยังพูดถึงเรื่อง ความเหมาะสมในการขึ้นตำแหน่งเป็นหัวหน้าในมุม HR , เครื่องมือ 9 Grid box เพื่อบอกคนลักษณะต่างๆในองค์กร, SWOT Analysis ฯลฯ

  • สรุปก็คือ หากต้องการหนังสือที่อ่านชิวๆ แต่ได้ประโยชน์ในการทำงาน และเป็นการทบทวนการทำงานของตนเองในมุมมองของ HR หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ตอบโจทย์ได้ครับ


รีวิวหนังสือ Barron’s Toeic Practice Exams (และลองเทียบข้อสอบเมื่อไปสอบจริง)

หนังสือ Barron’s Toeic Practice Exams with MP3 2nd  Edition

โดย Lin Lougheed

ลิขสิทธิ์ประเทศไทยโดย สำนักพิมพ์เอ็มไอเอส

ผู้แปล ณัฐวรรธน์ กิจรัตนโกศล


หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับอะไร


  • หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่รวบรวมแบบฝึกหัดเพื่อนำไปสอบ Toeic (เป็นการสอบวัดความสามารถทางด้านการฟังและอ่านภาษาอังกฤษสำหรับคนทำงาน) จำนวน 6 ชุด โดยประกอบไปด้วยส่วนต่างๆดังต่อไปนี้

    • ส่วนที่ 1 บทนำ จะพูดถึงทั่วๆไป เช่นการสอบ Toeic มันคืออะไร เทคนิคการฝึกทักษะภาษาอังกฤษ และมีมีส่วน “สัญญาอุทิศเวลา” เพื่อให้เราสัญญากับตัวเองว่าจะตั้งใจฝึกฝนด้วย ในส่วนนี้มีอยู่ไม่กี่หน้า หลักๆคือส่วนที่ 2 มากกว่า

    • ส่วนที่ 2 ข้อสอบ Toeic 6 ชุด แต่ละชุดจะมีข้อสอบ 200 ข้อเหมือนข้อสอบจริง (Listening Test ข้อ1-100 และ Reading Test ข้อ101-200) ต่อด้วยกระดาษคำตอบ เฉลย คำอธิบายแต่ละข้อ และสคริปต์พูดในส่วนของ Listening Test

  • หนังสือมี CD ไฟล์ MP3 ประกอบกับส่วนของ Listening Test มาให้กับหนังสือเล่มนี้ด้วย


หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร


  • เหมาะกับผู้ที่จะเตรียมตัวสอบ Toeic

  • เหมาะกับผู้ที่ต้องการฝึกฝนความรู้ภาษาอังกฤษในส่วนการฟังและการอ่าน โดยเฉพาะสถานการณ์ในที่ทำงาน



ความรู้สึกส่วนตัวต่อหนังสือ


  • หนังสือเล่มนี้เหมาะมากกับผู้ที่เตรียมตัวไปสอบ Toeic โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการฝึกฝนทักษะก่อนไปสอบจริง เพราะเป็นแบบฝึกหัดล้วนๆทั้งเล่ม

  • จากการที่ผมทำข้อสอบทั้งหมด 6 ชุด (รวม 1200ข้อ เหนื่อยแทบตายอยู่เหมือนกัน :p ) และได้ไปสอบจริงเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2017 รู้สึกว่า ข้อสอบในหนังสือเล่มนี้ง่ายกว่าข้อสอบจริงอยู่บ้าง
Listening

  • แบบฝึกหัดการฟังในเล่มนี้ มีสำเนียงการพูดไม่หลากหลายเท่าข้อสอบจริง (บทสนทนาในข้อสอบจริง จะมีคนพูดที่มาจากหลายประเทศมากกว่าในหนังสือเล่มนี้) แต่ไม่ถึงขนาดมีความหลากหลายน้อยจนเกินไป ยังพอใช้ได้อยู่ๆ

  • Part1 (Photographs), Part3 (Conversations), Part4 (Talks) ความยากของข้อสอบในหนังสือค่อนข้างอยู่ในระดับเดียวกันกับในข้อสอบจริง

  • Part 2 (Question-Response) โดยภาพรวมแล้วคำถามในหนังสือง่ายกว่าข้อสอบจริง ในหนังสือจะถามคำถามและมีคำตอบที่ตรงตัวหลายข้ออยู่ เช่นถามว่า Where is your pen? ก็จะมีคำตอบชัดๆตรงไปตรงมาเลยว่า At Tony’s desk. อะไรแบบนี้เป็นต้น ส่วนในข้อสอบจริงอาจจะต้องคิด 2 ชั้น คำตอบอาจจะเป็น I have no idea about this. อะไรแบบนี้เป็นต้น

  • ตอนสอบจริงมีความรู้สึกว่าแต่ละข้อจะทิ้งช่วงห่างเวลาระหว่างข้อน้อยกว่าในหนังสือเล่มนี้ ตอนสอบจริงจึงรู้สึกว่าต้องรีบเร่งกว่าตอนฝึกจากหนังสือเล่มนี้อยู่บ้าง


Reading

  • ความยากโดยรวมพอๆกับข้อสอบจริง แต่บางข้อนั้น ในข้อสอบจริงยากกว่ามาก จำได้ว่าตอนไปสอบจริง มีบทความให้อ่านที่เกี่ยวข้องกับบทละครต่างๆและผู้ประพันธ์บทละคร (ในหนังสือเตรียมสอบเล่มนี้ไม่มีแบบฝึกหัดหมวดศิลปะ ดนตรี จะมีแต่บทความที่เกี่ยวข้องกับชีวิตทำงาน ซื้อของ หางาน อสังหาริมทรัพย์ ธนาคาร อะไรประมาณนี้) เจอศัพท์ยากที่เคยไม่เคยเจอในชีวิตมาก่อนปนๆมาบ้าง ซึ่งต้องคาดเดาคำตอบจากบริบทข้อความข้างๆ ซึ่งดีหน่อยที่มีบทความแบบนั้นเพียงชุดเดียว :p

สรุปโดยรวม

  • ข้อสอบจริงในส่วนของ Listening ยากกว่าในหนังสือหน่อย ส่วนข้อสอบจริงในส่วนของ Reading ความยากพอๆกันกับในหนังสือ

  • ทั้งนี้ทั้งนั้นที่ผมพูดมาทั้งหมดเป็นเพียงแค่ความรู้สึกส่วนตัวเปรียบเทียบระหว่างอ่านหนังสือเล่มนี้กับตอนไปสอบจริงเท่านั้น ผู้ที่เคยสอบมาแล้วไม่จำเป็นต้องมีความรู้สึกเดียวกับผม ฟังเอาไว้เป็นข้อมูลประกอบก็พอนะ :)

ข้อมูลอื่นๆ

  • หนังสือจะแปลภาษาไทยเฉพาะส่วนที่ 1 บทนำ และเฉพาะส่วนหัวคำสั่งในข้อสอบ ส่วนนอกนั้นเป็นภาษาอังกฤษล้วนๆ ทั้งเฉลยและคำอธิบายประกอบเฉลย

  • คำอธิบายเฉลยแต่ละข้อจะเขียนกระชับไม่ยืดยาว ดังนั้นอาจต้องมีพื้นความรู้ภาษาอังกฤษมาในระดับหนึ่ง เพื่อให้เวลาอ่านคำอธิบายจะได้เข้าใจมากขึ้น และด้วยหนังสือเล่มนี้อธิบายเฉลยสั้นๆ จึงเป็นปัญหาสำหรับบางข้อที่เราอ่านคำอธิบายเฉลยแล้วรู้สึกว่ามันก็ยังไม่เคลียร์อยู่ดี ต้องการคำอธิบายยาวๆ แต่เจออยู่ไม่กี่ข้อ

วันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2561

สรุปเนื้อหาหนังสือ ปาฏิหาริย์จากการต่อจิ๊กซอว์ชีวิต (See your own big pictures)

ปาฏิหาริย์จากการต่อจิ๊กซอว์ชีวิต


ผู้เขียน    Jun Og Pyo (ชอน อก เพียว)

ผู้แปล      ภัททิรา จิตต์เกษม








หนังสือเล่มนี้พูดถึงเรื่องอะไร


  • เป้าหมายชีวิต

  • ภาพใหญ่ของชีวิต

  • แก่นของชีวิต

หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร


  • คนที่กำลังมองหาทิศทางชีวิตอนาคตอยู่ หรือกำลังสับสนว่าจะเอายังไงกับชีวิตระยะยาวดี

  • คนที่อยากจะสร้างภาพใหญ่ของชีวิต เพื่อทำให้การดำเนินชีวิตเคว้งน้อยลง

  • ทบทวนถึงการใช้ชีวิตของเราว่าตอนนี้เรากำลังทำอะไรอยู่

ความรู้สึกส่วนตัวต่อหนังสือ


  • เป็นหนังสือที่ผมแนะนำให้ทุกคนได้อ่านครับ เพราะหนังสือเล่มนี้พูดถึงสิ่งที่สำคัญสำหรับตัวเรา นั่นก็คือ “ชีวิต” โดยเฉพาะชีวิตของเราเอง ที่เราต้องวางแผนภาพรวมทั้งชีวิตว่า ชีวิตนี้เราต้องการอะไร ชีวิตนี้เราอยากทำอะไร เราเรียกทั้งหมดเหล่านี้ว่า ภาพใหญ่ของชีวิตของเรา หรือหนังสือเล่มนี้ใช้คำว่า บิ๊กพิกเชอร์ นั่นเอง

  • หนังสือเล่มนี้แนะนำวิธีการสร้างภาพใหญ่ของชีวิตเรา พร้อมทั้งตัวอย่างของผู้เขียนเอง ซึ่งเคยทำงานมาหลายอย่างเช่น เลขา ส.ส. ผู้บริหารบริษัทซัมซุง อาจารย์มหาวิทยาลัย และก็ตั้งสถาบันวิจัยด้านการบริหารธุรกิจ รวมทั้งเป็นบาทหลวงด้วย แต่ว่ามีแค่ตัวอย่างเดียว จริงๆน่าจะมีอีกซัก1-2ตัวอย่าง

ข้อความที่ผมชอบบางส่วนหรืออยากแบ่งปัน


** จริงๆมีเยอะมากครับ แต่ผมดึงมาส่วนหนึ่งให้ทุกคนได้อ่านกันครับ

บทนำ บิ๊กพิกเชอร์ของคุณคืออะไร


  • “คนที่ประสบความสำเร็จและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเท่าที่ผมเคยพบเจอมาต่างก็มีภาพใหญ่ของตนเอง”

บทที่ 1 คนที่แอบมองข้าวรั้ว


  • ชีวิตเป็นการสั่งสมผลลัพธ์มากมายนับไม่ถ้วนซึ่งเกิดจากการเลือกของเรา

  • ถ้ามีบิ๊กพิกเชอร์อยู่ในใจ แม้ตอนนี้จะต้องวาดภาพมืดๆดำๆอยู่ แต่ถ้ารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต เราจะอดทนต่อความยากลำบากต่างๆได้เสมอ

  • การเรียนเป็นสิ่งที่ดี แต่การพยายามอย่างไร้ทิศทางเป็นการใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือย

บทที่ 2 สิ่งที่เรียกว่าบิ๊กพิกเชอร์คืออะไร


  • คุณเคยคิดถึงอนาคตของตนเองในอีก 10 ปีข้างหน้าอย่างจริงจังบ้างไหม

  • สิ่งที่จะนำความอุดมสมบูรณ์อย่างแท้จริงมาให้นั้นนั่งนิ่งอยู่ในหัวใจผม สิ่งนั้นก็คือบิ๊กพิกเชอร์หรือทิศทางขนาดใหญ่ของชีวิตที่ผมจะเดินไปนั่นเอง

  • ถ้าคุณชอบชีวิตที่เป็นอยู่และพึงพอใจกับความกระตือรือร้นในการใช้ชีวิตของตนเองแล้ว นั่นคือสิ่งที่ถูก เพราะเราไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่ออวดใครไม่ใช่หรือ

  • สาเหตุส่วนใหญ่ที่สุดที่ทำให้คนฆ่าตัวตายคือ ขาดสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจหรือไม่มี “เหตุผลในการมีชีวิตอยู่” (Why)

บทที่ 3 มุมมอง จงจัดลำดับใหม่


  • “เวลาทำงานในบริษัท อย่าคิดแต่ว่าทำงานเพื่อให้ได้เงินเดือน แต่ต้องทำตัวเหมือนตนเองเป็นประธาน ‘บริษัทของฉัน’ (Me Inc.) ชีวิตคุณจึงจะมีศักดิ์ศรี – ปีเตอร์ ดรักเกอร์

  • เมื่อเอาชื่อบริษัทออกแล้ว คุณรู้สึกถึงความเชี่ยวชาญและความสามารถอันโดดเด่นที่สะท้อนออกมาจากตัวคุณเองไหม

  • แต่ละคนจะต้องมองหาสิ่งที่ตนเองทำได้ดีหรือสิ่งที่ตนเองชอบ แต่ถ้าไม่มีสักอย่าง “อย่างน้อย” ก็ลองหาสิ่งที่ทำได้มากที่สุดหรือเกลียดน้อยที่สุดก็ได้

  • การหางานที่เราสามารถเป็นตัวของเราเองได้มากที่สุดแล้วจดจ่อไปกับมันคือเคล็ดลับการใช้ชีวิต

  • เหตุผลที่เราเพลิดเพลินกับงานอดิเรกก็เพราะว่าไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินทอง เหตุผลที่ผมห้ามไม่ให้เอางานอดิเรกมาทำเป็นงานหลักก็เพราะเมื่องานอดิเรกเป็นงานหลักปุ้บ มันจะมาพร้อมกับ “การแข่งขัน” และ ”ความตึงเครียด” แล้วคุณจะไม่รู้สึกว่ามันสนุกเหมือนแต่ก่อน

  • เราจะต้องเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ลองทำเราก็จะไม่มีใครรู้ว่าตัวเราทำอะไรได้ดี

  • งานบริษัทกับชีวิตส่วนตัวเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกันจนแยกออกจากกันไม่ได้


บทที่ 4 เป้าหมาย จงฝันให้ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะฝันได้


  • ทุกสิ่งบนโลกนี้ล้วนเปลี่ยนแปลง ถ้าเราระลึกความจริงข้อนี้เสมอ เราจะรู้ว่าทำไมตอนนี้ฉันถึงต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง

  • การกำหนดเหตุผลในการใช้ชีวิตแล้วดึงจุดแข็งและจุดอ่อนออกมาใช้อย่างพอดีนั่นแหละคือการใช้ชีวิต

  • แต่คนส่วนใหญ่กลับตั้งความฝันของตนเองตามจุดแข็งมากกว่าเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมหลายคนที่มีความฝันจึงทำความฝันให้เป็นจริงไม่ได้ เพราะในความฝันของพวกเขาไม่มี “คุณค่า” นั่นเอง

  • ชีวิตเป็นผลลัพธ์จากการเลือกหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งการเลือกแต่ละครั้งแตกต่างไปตามคำถามที่ว่า “คุณค่า” สำคัญคืออะไร

บทที่ 5 การจัดการ จงหันมาดูตัวเองเหมือนมองพระเจ้า


  • สิ่งสำคัญไม่ใช่ปริมาณเวลา แต่เป็นการใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ

  • ถ้าอยากมีชีวิตแบบไม่อายใคร จะต้องถามตัวเองอย่างจริงจังว่า “พฤติกรรมและเป้าหมายในตอนนี้ตรงกับเป้าหมายในชีวิตของฉันหรือเหตุผลที่ฉันมีชีวิตอยู่หรือยัง”

  • สุดท้ายงานของตัวเองก็ไม่ก้าวหน้า จึงรู้สึกหดหู นั่นเป็นเพราะเขาใช้เวลาอันมีค่าของตนไปกับการสร้างบิ๊กพิกเชอร์ของผู้อื่นอยู่และความจริงเขาคนนี้แค่พอใจกับคำชมว่า “เป็นคนดี”

  • สิ่งสำคัญในชีวิตไม่ใช่การทำงานให้เสร็จ แต่เป็นการทำงานที่ต้องทำให้สำเร็จอย่างที่ควรจะเป็น

  • สาเหตุอันดับ 1 ของความเหลาะแหละคือ “ความหลงใหลในเทพแห่งการผัดวันประกันพรุ่ง”

บทที่ 6 ความคิดริเริ่ม จงออกจากเส้นทางที่คนอื่นเดิน


  • วิธีที่ง่ายที่สุดในการสร้างความคิดสร้างสรรค์คือการตั้งคำถาม

  • การดูตัวอย่างความสำเร็จที่ปรากฏตามรายการทีวีแล้วนำมากำหนดอนาคตของตัวเองนั้นเป็นเรื่องไร้ประโยชน์ เพราะเป็นการไล่ตามบิ๊กพิกเชอร์ของคนอื่น ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับตนเองเลย

บทที่ 7 การสื่อสาร อย่ายึดติดกับความคิดเดิมๆ


  • ถ้าอยากพูดเก่ง ควรอ่านหนังสือพิมพ์หลายๆฉบับอย่างละเอียดแล้วนำมาเรียบเรียงเป็นความคิดของตนเอง

  • มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอนในสหรัฐอเมริกาวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จและพบว่า เทคนิคและความสามารถของแต่ละบุคคลมีผลเพียง 15 เปอร์เซ็นต์ แล้วอีก 80 เปอร์เซ็นต์คืออะไร คำตอบคือมนุษยสัมพันธ์ที่ดี

  • คนที่ยอมรับคำวิจารณ์ของคนอื่นไม่ได้ มักเป็นคนที่หนีปัญหาและไม่คิดจะยอมรับความเห็นของผู้อื่น

  • คนที่มักประสบกับชัยชนะบ่อยๆ นั่นเป็นเพราะเขาทำแต่สิ่งที่มีความเป็นไปได้ว่าจะประสบความสำเร็จสูง

  • คนที่โชคดีจะรู้จักจุดแข็งและจุดอ่อนของตนเองเป็นอย่างดี จึงรู้วิธีควบคุมสถานการณ์ให้ตรงกับตนเองได้


บทที่ 8 อย่าปล่อยให้ฝันเป็นเพียงฝัน


  • จงทิ้งความคิดที่ว่าจะทำทุกอย่างให้ดี จงระลึกถึงสิ่งที่เราได้รับมอบหมายและสิ่งที่เราจะต้องทำ แล้วจดจ่ออยู่กับมัน

  • ถ้าเราพอใจแค่นั้น งานก็จะไม่ดำเนินไปอย่างที่ควรจะเป็น เราไม่ควรพอใจกับคำว่า “แค่นี้” แต่จะต้องไปให้ถึง “เป้าหมาย” ที่เราต้องการ

  • หลายคนบอกว่าต้องเป็นเศรษฐีสิ ถึงจะมีเวลาไปหาสิ่งที่อยากทำได้ ผมอยากจะถามกลับไปว่า แล้วชีวิตคนไม่มีเงินอย่างคุณไม่มีค่าเลยหรือ ถ้าวันนี้ไม่มีปัญหาเรื่องการกินการอยู่ คุณอยากทำอะไรล่ะ ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ไม่มีเวลา คุณมีเวลาแต่ไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไรต่างหาก คนที่หลงอยู่กับสิ่งหนึ่ง แม้ไม่มีเวลาก็จะหาเวลามาจนได้ แม้ขัดสนทางเศรษฐกิจก็จะทำงานเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา

  • ในอนาคตคุณจะยุ่งยิ่งกว่านี้ ขอแค่คุณไม่ลืม “ตัวของตัวเอง” เราต้องมีเวลาคิดถึงตัวเองอย่างน้อยวันละ 5 นาทีก็ยังดี แล้วอย่าลืมถามตัวเองว่า ตอนนี้ฉันกำลังเดินอยู่ในทางที่ต้องการอยู่หรือไม่ ตอนนี้เราเคลื่อนไหวตามเสียงกลองในใจรึเปล่า ถ้าเรามีความสุข คนรอบข้างเราก็จะมีความสุข

บทที่ 9 จงเดินตามการสั่นไหวของจิตวิญญาณ


  • ถ้าบิ๊กพิกเชอร์ของเราเจอกับบิ๊กพิกเชอร์ของคนอื่น เราจะวาดภาพที่ยิ่งใหญ่กว่าไปด้วยกันได้

  • ถ้าอยากรู้จักตัวเอง จงย้อนกลับมามองการกระทำที่ทำมาคลอดจนถึงบัดนี้

  • การปล่อยเวลาให้ผ่านไปไม่ได้ทำให้คนเราเติบโตขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ตัวเราสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ด้วยการกระทำอย่างตั้งใจเท่านั้น

  • ปอล วาเลรี่ นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสเตือนว่า “ถ้าไม่ใช่ชีวิตไปตามที่คิด เราจะคิดไปตามที่ใช้ชีวิต”

  • ถ้ามีสิ่งที่คิดไว้อยู่ก็อย่าลังเล จงลงมือทำเลย เพราะเราต้องใช้ชีวิตตามความคิดของเรา แล้วต้องย้อนกลับมาตรวจดูตัวเองเป็นประจำว่าความคิดของเราถูกขังเอาไว้ในกรอบแคบๆเพราะคิดว่ามันสะดวกสบายหรือไม่

บทส่งท้าย ไม่ว่าคุณวาดภาพอะไร ภาพที่วาดอยู่ตอนนี้ถูกต้องแล้ว



  • “บิ๊กพิกเชอร์ของคุณคืออะไร”?